รีเซต

“เควิน วอร์ช” จุดเปลี่ยน ? Fed-สหรัฐฯ

“เควิน วอร์ช” จุดเปลี่ยน ? Fed-สหรัฐฯ
TNN ช่อง16
4 กุมภาพันธ์ 2569 ( 13:12 )
2

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” วัย 55 ปี ให้นั่งเก้าอี้ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ต่อจาก “เจอโรม พาวเวลล์” ที่กำลังจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดย “วอร์ช” ไม่ใช่หน้าใหม่ในแวดวงการเงิน เขาเคยเป็นสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ (Board of Governors) ของเฟดในระหว่างปี 2549-2554 และถือเป็นผู้ว่าการเฟดที่อายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ จากการได้รับแต่งตั้งเมื่ออายุ 35 ปี รวมทั้งก่อนหน้านั้นเคยเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งพรรครีพับลิกัน และเคยทำงานที่สถาบันการเงินระดับโลก “มอร์แกน สแตนเลย์” ปัจจุบัน เขาเป็นนักวิชาการอยู่ที่สถาบันฮูเวอร์และสอนที่บัณฑิตวิทยาลัยธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด


ที่จริงแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์เคยพิจารณาจะเสนอ “วอร์ช” เป็นประธานเฟดในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก แต่สุดท้ายกลับเลือก “พาวเวลล์” แทน ซึ่งในเวลาต่อมาผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจการตัดสินใจดังกล่าว นอกจากนี้ “วอร์ช” ยังมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากพ่อตาของเขา คือ “โรนัลด์ ลอเดอร์” ทายาทของบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ “เอสเต้ ลอเดอร์” ซึ่งเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับพรรครีพับลิกัน และสนิทสนมกับประธานาธิบดีทรัมป์มายาวนาน 


ในอดีต “วอร์ช” เป็นที่รู้จักในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุนนโยบายแบบแข็งกร้าว หรือสายเหยี่ยว (hawkish) โดยปรับขึ้นดอกเบี้ยให้สูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่ในช่วงหลัง ๆ เขาแสดงการสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมทั้งมีแนวคิดปรับลดงบดุลลงหลังจากเฟดใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (quantitative easing-QE) ในการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินและลดแรงกดดันเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง ท่าทีของ “วอร์ช” จะเป็นการปรับทิศทางของเฟดไปจากเดิม 


อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นกุมบังเหียน “เฟด” ของ “วอร์ช” จะต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน ซึ่งคาดกันว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ก็อาจเผชิญกับการพิจารณาอย่างเข้มงวดจากสมาชิกคองเกรส หลังเกิดกรณีที่กระทรวงยุติธรรมเปิดการสอบสวนคดีอาญาเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารต่อ “พาวเวลล์” ประธานเฟดคนปัจจุบัน ซึ่งตอบโต้ว่าเป็นการกระทำที่บ่อนทำลายความเป็นอิสระของเฟด และกดดันให้ยอมกำหนดนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับความต้องการของประธานาธิบดี ทั้งนี้ “ทอม ทิลลิส” สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ประกาศจะไม่สนับสนุนผู้ได้รับการเสนอชื่อนั่งประธานเฟดคนใหม่ จนกว่ากระบวนการสอบสวนคดีอาญาต่อ “พาวเวลล์” จะสิ้นสุดและเป็นไปอย่างโปร่งใส


แม้ว่า “วอร์ช” จะผ่านด่านสภาคองเกรสมาได้ ก็มีคำถามตามมาว่า เขาจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากน้อยแค่ไหนและรวดเร็วเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันจากผู้นำสหรัฐฯ ที่ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยแตะอยู่แถวร้อยละ 1 จากระดับปัจจุบันที่อยู่แถวร้อยละ 3.5-3.75 รวมถึงจะปรับเปลี่ยนทิศทางของ “เฟด” ได้ขนาดไหน เพราะการตัดสินใจของเฟดเกี่ยวกับการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยและปริมาณเงินในระบบจะมาจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (Federal Open Market Committee-FOMC) ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 19 คนในการเข้าร่วมประชุมและแสดงความเห็น แต่มีเพียง 12 คนที่มีสิทธิ์ลงมติ ได้แก่ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ 7 คน นำโดยประธานเฟด, ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก 1 คน และประธานเฟดประจำภูมิภาค 4 คน ที่ดำรงตำแหน่งหมุนเวียนกันวาระละ 1 ปี หมายความว่า ประธานเฟดมีคะแนนเพียง 1 เสียงเท่านั้น 


ขณะที่ “พาวเวลล์” แม้จะสิ้นสุดวาระประธานเฟดในกลางปีนี้ แต่เขายังสามารถอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการผู้ว่าการไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม ปี 2571 แม้ว่าในอดีตประธานเฟดมักเลือกที่จะลาออกจากตำแหน่งคณะกรรมการผู้ว่าการหลังจากถูกปลด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “พาวเวลล์” จะต้องทำเช่นนั้น เขาอาจเลือกอยู่ต่อเพื่อปกป้องความเป็นอิสระของเฟด

หลังการประกาศชื่อ “วอร์ช” ในฐานะว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ มีเสียงตอบรับที่หลากหลาย ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน โดยฝ่ายสนับสนุน อาทิ “เดวิด บาห์นเซน” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ “บาห์นเซน กรุ๊ป” มองว่าประสบการณ์ของ “วอร์ช” ที่เคยร่วมงานกับเฟดทำให้ได้รับความเชื่อถือจากตลาดการเงิน และคาดหวังว่าเขาจะไม่ทำตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์เสมอไป ขณะที่ฝ่ายคัดค้านอย่าง “พอล ครุกแมน” นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล วิจารณ์ว่า “วอร์ช” ไม่มีคุณสมบัตินั่งเก้าอี้ประธานเฟด ทั้งในแง่ความรู้ความสามารถและจริยธรรม รวมทั้งเป็นคนที่ยอมทำตามคำสั่ง แต่ข้อดีคือ เขาไม่น่าจะสร้างความเสียหายอะไรได้มากนัก เพราะการตัดสินใจที่สำคัญของเฟดจะทำโดยคณะกรรมการ ซึ่งประธานมีสิทธิ์เพียง 1 เสียง การผลักดันนโยบายทำได้ผ่านการโน้มน้าวใจเท่านั้น


สำหรับปฏิกิริยาของตลาด การประกาศชื่อว่าที่ประธานเฟดส่งผลให้ตลาดหุ้น รวมถึงตลาดสินทรัพย์อื่น ๆ อาทิ ทองคำ เงิน บิตคอยน์ ปรับร่วงลงอย่างหนัก ส่วนหนึ่งมาจากตลาดคาดว่าภายใต้การนำของ “วอร์ช” แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟดน่าจะผ่อนคลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเทียบกับตัวเก็งคนอื่น ๆ โดยในปีนี้อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างมาก 2 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ราวร้อยละ 3 ซึ่งผู้กำหนดนโยบายประเมินว่าเป็นระดับที่เป็นกลาง (neutral) ในระยะยาว ไม่ได้กระตุ้นหรือขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจมากไป


ทั้งนี้ หลังจากรู้ชื่อว่าที่ประธานเฟดคนใหม่เมื่อวันที่ 30 มกราคม ดัชนี S&P 500 ปิดลดลงร้อยละ 0.43 หรือ 29.98 จุด อยู่ที่ 6,939.03 จุด ดัชนีดาวโจนส์ลดลงร้อยละ 0.36 หรือ 179.09 จุด อยู่ที่ 48,892.47 จุด และดัชนีแนสแด็กขยับลงร้อยละ 0.94 หรือ 223.3 จุด เหลือ 23,461.82 จุด ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 4.247 


ในส่วนของเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น รวมทั้งส่งสัญญาณทรงตัวหลังจากอ่อนค่าลงก่อนหน้านี้ โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินต่าง ๆ ปรับขึ้นร้อยละ 0.57 สู่ระดับ 96.73 ขณะที่เงินยูโรอ่อนค่าลงร้อยละ 0.54 สู่ระดับ 1.1904 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า เมื่อเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐกับสกุลเงินอื่น ๆ เงินรูเบิลของรัสเซียแข็งค่าขึ้นมากสุดร้อยละ 28.7 นับตั้งแต่เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2567 ตามด้วยโครนสวีเดนแข็งค่าร้อยละ 21.5 ใกล้เคียงกับเปโซโคลอมเบียที่แข็งค่าร้อยละ 21.4 ขณะเงินยูโรแข็งค่าขึ้นร้อยละ 9.5 ส่วนบาทไทยแข็งค่าร้อยละ 7.5 ขณะที่สกุลเงินที่อ่อนค่าลงมากสุดเมื่อเทียบดอลลาร์ คือ เปโซอาร์เจนตินาอ่อนค่าลงร้อยละ 31.3 ด้านรูปีอินเดียอ่อนค่าร้อยละ 8.4 ส่วนวอนเกาหลีใต้อ่อนค่าร้อยละ 3.6 และเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าร้อยละ 1

การแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยกดดันราคาโลหะมีค่า โดยราคาทองคำร่วงลงต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 5,600 ดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ราคาทองคำสปอตขณะนี้เคลื่อนไหวเหนือระดับ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแนวโน้มสิ้นสุดการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ที่ทำให้ราคาขยับขึ้นมากกว่าร้อยละ 12 ในเดือนมกราคม นับเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2552 ส่วนราคาเงินสปอตร่วงลงร้อยละ 27.66 อยู่แถว 84 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังทะลุระดับสูงสุด 120 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการลดลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2525


ก่อนหน้านี้ ราคาทองคำและเงินปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ความไม่มั่นคงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟด และการเก็งกำไรที่มากเกินไป ขณะที่การเทขายทองคำและเงินในช่วงนี้เป็นการปรับฐานหลังราคาทะยานร้อนแรง แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ แม้จะหนุนการลดอัตราดอกเบี้ย แต่ไม่สนับสนุนมาตรการ QE ซึ่งเป็นลบกับราคาทองคำและโลหะมีค่าอื่น ๆ 


ส่วน “บิตคอยน์” และคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ ซึ่งได้รับประโยชน์จากงบดุลขนาดใหญ่ของเฟด โดยราคามักขยับขึ้นในจังหวะที่ “เฟด” อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเงิน เท่ากับเป็นการสนับสนุนสินทรัพย์เก็งกำไร ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ราคาคริปโทเคอร์เรนซีจะขยับร่วงลง เพราะ “วอร์ช” ต้องการลดขนาดงบดุล ทั้งนี้ ราคาบิตคอยน์ลดลงต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์ อยู่ใกล้กับระดับเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว

การเสนอชื่อประธานคนใหม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปราะบางสุดครั้งหนึ่งสำหรับเฟดในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสิ้นเชิง และมาตรการกำแพงภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์อาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอีก ประกอบกับตลาดแรงงานก็อยู่ในภาวะชะลอตัว รวมถึงแรงกดดันทางการเมืองในระดับที่มาก ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะที่สูงขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยมหาศาล คิดเป็น 1 ใน 5 ของเงินภาษีที่จัดเก็บได้


ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า นับถึงเดือนมกราคมปีนี้ หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อยู่ที่ 38.5 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 100 ของ GDP และคาดว่าภายในปี 2573 หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นเป็น 48.9 ล้านล้านดอลลาร์ 


หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ส่วนหนึ่งเพราะจะช่วยลดภาระหนี้ของรัฐบาลกลางจำนวนมากในแต่ละปี แต่ “เดวิด เวสเซล” ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ ระบุในบทความของสถาบันบรูคกิ้งส์ ซึ่งเป็นหน่วยงานคลังสมองของสหรัฐฯ ว่า ถ้าเฟดยอมทำตามข้อเรียกร้องของผู้นำสหรัฐฯ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่จำเป็น ผลลัพธ์ที่อาจตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่ไม่พึงประสงค์ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงมีแนวโน้มจะกระตุ้นการกู้ยืมและปลุกการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้นและซ้ำเติมภาวะหนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง