กังวลสู้รบอิหร่านลากยาว 2 เดือน “นักท่องเที่ยวหาย” 6 แสนคน

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้จัดทำแบบจำลองผลกระทบ 3 ฉากทัศน์ โดยประเมินว่าหากความขัดแย้งจำกัดอยู่ในช่วงสั้น ผลกระทบจะกระจุกตัวในตลาดระยะไกล เช่น ตะวันออกกลางและยุโรปที่ต้องใช้เส้นทางบินผ่านภูมิภาคดังกล่าว แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบอาจขยายวงกว้างจากต้นทุนน้ำมันและค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น
การประเมินของกระทรวงท่องเที่ยวฯ มองว่า “หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 3 สัปดาห์ ไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวประมาณ 210,973 คน และรายได้จากการท่องเที่ยวราว 13,167 ล้านบาท” โดยผลกระทบจะเกิดกับตลาดยุโรปและตะวันออกกลางเป็นหลัก เนื่องจากสายการบินบางส่วนหยุดบินหรือปรับเส้นทางการบิน
“ในกรณีที่ความตึงเครียดลากยาวเป็น 4 สัปดาห์(1 เดือน) จำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไปอาจเพิ่มเป็น 334,084 คน ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงประมาณ 21,531 ล้านบาท” สะท้อนผลกระทบที่ขยายตัวทั้งด้านการเดินทางและต้นทุนการบิน
“ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึง 8 สัปดาห์( 2 เดือน) ไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวสูงถึง 595,874 คน และรายได้จากการท่องเที่ยวอาจหายไปประมาณ 40,972 ล้านบาท” ซึ่งเป็นระดับผลกระทบที่อาจกระทบต่อการเดินทางระยะไกลทั่วโลก ไม่เฉพาะตลาดตะวันออกกลางเท่านั้น
TNN มีโอกาสร่วมสัมภาษณ์พิเศษ โชติช่วง ศูรางกูร อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ผู้ประกอบการมองว่า ในระยะสั้น กระทบค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น บางคนต้องยกเลิกการเดินทาง แต่บางคนที่จำเป็นต้องเดินทางเพื่อไปประชุม หรือติดต่อธุรกิจ ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางและซื้อตั๋วโดยสารใหม่
ส่วนผลกระทบในระยะกลาง ผู้ประกอบการกังวลว่าจะกระทบต่อนักท่องเที่ยวจากยุโรป และกังวลผลกระทบราคาน้ำมัน อาจทำให้กำลังซื้อลดลง
ในระยะยาว ผบกระทบอาจไม่มาก เพราะการสู้รบ จะทำให้นักท่องเที่ยวปรับพฤติกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้น และนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย ครึ่งหนึ่ง(ร้อยละ 50) คือกลุ่มคนเอเชีย ดังนั้นน่าจะทำให้คนในเอเชียมาเที่ยวไทยมากขึ้น
ผู้ประกอบการมีข้อเสนอถึงรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งในเรื่องภาษีและใบอนุญาตโรงแรม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เริ่มสร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก รวมถึงประเทศไทย ผ่านหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งด้านการบิน ต้นทุนการเดินทาง และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางระหว่างประเทศ
ข้อมูลจาก สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) และองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ ทำให้เห็นผลกระทบเกิดกับการท่องเที่ยวและเดินทางในหลายด้าน
1.ผลกระทบที่เห็นชัดคือ “เที่ยวบินยกเลิกจำนวนมาก” หลายประเทศในตะวันออกกลางปิดหรือจำกัดการใช้น่านฟ้าเพื่อความปลอดภัย ทำให้สายการบินระหว่างประเทศต้องปรับเส้นทางบินหรือยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน ส่งผลให้การเดินทางระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งต้องผ่านภูมิภาคดังกล่าวเกิดความล่าช้าและต้นทุนเพิ่มขึ้น
2. “นักท่องเที่ยวระยะไกลเริ่มชะลอการเดินทาง” โดยเฉพาะตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งพาเส้นทางบินผ่านภูมิภาคตะวันออกกลาง การปรับเส้นทางบินและความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยทำให้บางส่วนเลื่อนหรือยกเลิกแผนการเดินทาง
3. “ต้นทุนการเดินทางเพิ่มขึ้น” จากความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนเชื้อเพลิงการบิน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของสายการบิน ส่งผลให้ค่าโดยสารบางเส้นทางมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินระยะไกล บางสายการบินมีการปรับขึ้นค่าโดยสายแบบบินตรงกว่า 2 เท่าตัว
4.ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลต่อ “ความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว” ทำให้ผู้เดินทางบางส่วนเลือกชะลอการเดินทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางที่ต้องบินผ่านพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกในระยะสั้น
ถ้าไปดูเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง พบว่า ตลาดนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อไทย เพราะเป็นนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายสูง และนิยมเดินทางพักผ่อนระยะยาว
ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ระบุว่า “ในช่วงก่อนเกิดความตึงเครียด นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางเดินทางเข้ามาไทยรวมประมาณ 1 ล้านคนต่อปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 2–3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด”
“นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยมากที่สุด ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน และกาตาร์” ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับที่มีรายได้ต่อหัวสูง นักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวของตะวันออกกลาง โดยจุดหมายปลายทางสำคัญในไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ และเกาะสมุย เนื่องจากมีโรงแรมระดับหรูและบริการด้านสุขภาพครบวงจร
ส่วน “อิหร่าน”ที่มาเที่ยวไทยแม้จะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดอ่าวอาหรับ แต่ยังคงเดินทางมาไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนประมาณ 15,000 – 25,000 คนต่อปี” ซึ่งส่วนใหญ่นิยมท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและพักระยะยาวในเมืองท่องเที่ยวหลัก
นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมักมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยค่อนข้างยาวและมีการใช้จ่ายต่อทริปสูง จึงถือเป็นตลาดคุณภาพที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐตั้งเป้าฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แต่จากสถานการณ์ขณะนี้ ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มตะวันออกกลางหายไปเกือบทั้งหมด ต้องรอดูว่าปัญหาความตึงเครียด จะจบได้ได้เมื่อไหร่ ถ้าจบเร็ว มีโอกาสการฟื้นตัวกลับมาได้เร็วยิ่งขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
