รีเซต

ชำแหละต้นตอ! ตับอักเสบเอระบาดชลบุรี ปัญหาจาก "น้ำดื่ม-อาหาร" ที่คนทำงานต้องระวัง

ชำแหละต้นตอ! ตับอักเสบเอระบาดชลบุรี ปัญหาจาก "น้ำดื่ม-อาหาร" ที่คนทำงานต้องระวัง
TNN ช่อง16
22 เมษายน 2569 ( 17:39 )
4

สถานการณ์โรคตับอักเสบในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี มีความเคลื่อนไหวสำคัญในช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงวันที่ 22 เมษายน 2569 หลังพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนในสถานประกอบการอุตสาหกรรม โดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขยืนยันว่าเป็นการระบาดของ “ไวรัสตับอักเสบเอ” ไม่ใช่ไวรัสตับอักเสบ บี พร้อมเร่งดำเนินมาตรการสอบสวนโรคและควบคุมความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

กรมควบคุมโรครายงานว่า คลัสเตอร์ดังกล่าวเกิดขึ้นในโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 55 ราย ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2569 โดยลักษณะการระบาดเป็นแบบกลุ่มก้อนในสถานประกอบการ ซึ่งพบไม่บ่อยในโรคตับอักเสบเอ เนื่องจากโดยทั่วไปมักพบเป็นรายบุคคล ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกระบวนการผลิต โรงอาหาร และแหล่งน้ำ เพื่อค้นหาต้นตอของการปนเปื้อน

ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบปัจจัยเสี่ยงด้านสุขาภิบาลอาหาร โดยเฉพาะจุดน้ำดื่มในโรงอาหารที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ทิ้งขยะประมาณ 20 เมตร ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสการปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการจัดเก็บวัตถุดิบและพื้นที่เตรียมอาหารที่ยังต้องปรับปรุงด้านความสะอาด ลักษณะการแพร่กระจายของโรคสอดคล้องกับการบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนร่วมกันในกลุ่มแรงงานจำนวนมาก

สำหรับภาพรวมทั้งประเทศ กรมควบคุมโรคสรุปข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 20 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยโรคตับอักเสบเอสะสม 672 ราย และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต โดยจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นประมาณ 2–2.4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราป่วยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 รายต่อประชากรแสนคน กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือวัยทำงานช่วง 30–39 ปี รองลงมาคือ 40–49 ปี และ 20–29 ปี ขณะที่พื้นที่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมากยังคงเป็นจังหวัดเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เช่น ชลบุรี ระยอง กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และจันทบุรี

ในเชิงข้อเท็จจริง หน่วยงานสาธารณสุขย้ำว่า คลัสเตอร์ในชลบุรีเกี่ยวข้องกับไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งติดต่อผ่านอาหารและน้ำปนเปื้อน แตกต่างจากไวรัสตับอักเสบ บี ที่ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่ง และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในระยะยาว โดยประเทศไทยยังคงเดินหน้าคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการดำเนินการแล้วมากกว่า 1.8 ล้านคน เพื่อควบคุมโรคในระดับประเทศ

ด้านอาการของผู้ป่วยตับอักเสบเอ มักเริ่มจากไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ก่อนเข้าสู่ระยะตัวเหลือง ตาเหลือง และปัสสาวะสีเข้ม การรักษาเป็นแบบประคับประคอง เน้นการพักผ่อนและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระทบต่อตับ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้

ทั้งนี้ ภาครัฐได้เน้นมาตรการป้องกันเชิงรุก โดยเฉพาะในสถานประกอบการขนาดใหญ่ เช่น การตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่ม การจัดการขยะ การยกระดับมาตรฐานโรงอาหาร และการส่งเสริมพฤติกรรมสุขอนามัย “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคและสร้างความมั่นใจต่อระบบสาธารณสุขในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง