หาคำตอบ ทำไมโลกเสี่ยง "วิกฤตซ้อนวิกฤต" เมื่อสงครามทำดีมานด์หดตัวแรงสุดนับตั้งแต่ยุคโควิด 19

"สงคราม" สะเทือนพลังงานโลก: IEA เตือนดีมานด์น้ำมันหดตัวรุนแรงสุดนับตั้งแต่โควิด-19
ราคาน้ำมันที่เห็นว่าพุ่งขึ้น อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะ IEA เตือนว่าสงครามกำลังทำให้ “ดีมานด์น้ำมันโลกพัง” หนักสุดนับตั้งแต่โควิด และเสี่ยงลามกระทบเศรษฐกิจ-ค่าครองชีพของทุกคน
คำเตือนครั้งใหญ่: สงครามกำลังกระแทกน้ำมันโลก
สงครามที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่กำลังลุกลามไปสู่ “ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก” อย่างพลังงานโดยตรง
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ มีแนวโน้มรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19
และที่สำคัญ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระดับประเทศหรือภูมิภาค แต่กำลังเชื่อมโยงไปถึง “ปากท้องของผู้คนทั่วโลก” ผ่านต้นทุนค่าครองชีพและเงินในกระเป๋าของทุกคน
ราคาน้ำมันขึ้นแค่จุดเริ่มต้น วิกฤตจริงกำลังตามมา
แม้หลายคนจะเริ่มรับรู้แล้วว่าราคาน้ำมันกำลังปรับตัวสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียง “บทนำ” ของวิกฤตที่ใหญ่กว่า
น้ำมันยังคงเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจโลก แต่หลายประเทศกลับไม่มีทรัพยากรพลังงานเป็นของตัวเอง ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก
เมื่อสงครามกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ โดยเฉพาะจากอ่าวเปอร์เซีย โครงสร้างการจัดส่งพลังงานของโลกจึงเปลี่ยนไปทันที และนำไปสู่ผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก
สิ่งที่ตามมาคือ “ความไม่แน่นอน” ที่ทำให้ทั้งอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ผันผวนรุนแรง
IEA เตือน: ดีมานด์น้ำมันโลกกำลังถูกทำลาย
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ออกมาเตือนถึงสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยระบุว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “Demand Destruction” หรือการทำลายอุปสงค์
เดิมที ความต้องการใช้น้ำมันในปี 2569 ถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 730,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ล่าสุดกลับถูกปรับลดลงเหลือ “ติดลบ” เฉลี่ย 80,000 บาร์เรลต่อวัน
โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ของปี ความต้องการใช้น้ำมันอาจลดลงมากถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
ปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก และหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง ภาวะการทำลายอุปสงค์นี้ก็มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป
จาก “เติบโต” สู่ “หดตัว”: เมื่อกิจกรรมเศรษฐกิจต้องหยุด
การที่ดีมานด์น้ำมันลดลง ไม่ได้หมายความเพียงแค่ผู้บริโภคใช้น้ำมันน้อยลง แต่สะท้อนถึง “กิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่” ที่ต้องหยุดชะงัก
สงครามในครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่ด้านการเมือง แต่สร้างความเสียหายโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของโลรายงานของ IEA ระบุว่า อุปทานน้ำมันโลกหายไปถึง 10.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียงประมาณ 97 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม
ขณะเดียวกัน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ก็เผชิญกับการชะงักงันอย่างหนัก จากเดิมที่มีการขนส่งน้ำมันสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเหลือเพียง 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ถือเป็นหนึ่งในการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ทำไมราคาน้ำมันยิ่งแพง โลกยิ่งใช้น้ำมันน้อยลง
สถานการณ์ที่ดูขัดแย้งกันกำลังเกิดขึ้น คือราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น แต่ความต้องการกลับลดลง คำอธิบายอยู่ที่ “ต้นทุน” ซึ่งกำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องลดหรือหยุดกิจกรรมลง
IEA ระบุว่า การทำลายอุปสงค์กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนใน 2 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ภาคปิโตรเคมี ผู้ผลิตในเอเชียเริ่มลดกำลังการผลิต เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันดิบและเผชิญต้นทุนที่สูงเกินไป
ภาคการบิน เที่ยวบินจำนวนมากในยุโรปและเอเชียถูกยกเลิก ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกอาจลดลงเพิ่มอีกถึง 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
โอเปกพลัสยังเอาไม่อยู่: อุปทานหดตัวทั่วโลก
แม้แต่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปกพลัส ก็ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า การผลิตน้ำมันลดลงถึง 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ลดกำลังการผลิตลงอย่างมาก เช่นเดียวกับอิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะมีความพยายามปรับเส้นทางการขนส่ง เช่น การส่งผ่านชายฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย หรือผ่านท่อส่งไปตุรกี แต่ก็สามารถเพิ่มปริมาณได้เพียง 7.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งยังไม่เพียงพอชดเชยการสูญเสีย
หยุดยิงชั่วคราว แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ
แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิงชั่วคราว แต่ก็เป็นเพียงการบรรเทาสถานการณ์ระยะสั้น IEA เตือนว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าการหยุดยิงจะนำไปสู่สันติภาพถาวร และไม่มีหลักประกันว่าการขนส่งน้ำมันจะกลับสู่ภาวะปกติ
ในขณะเดียวกัน มาตรการปิดล้อมทางการค้าของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ยังเพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาดพลังงานโลก หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงระยะยาว โลกอาจต้องเผชิญกับความตึงเครียดด้านพลังงานที่รุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
ผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่ผู้ผลิตน้ำมัน แต่ลามไปถึงโรงกลั่น ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงเป็นประวัติการณ์ IEA คาดว่าปริมาณการกลั่นน้ำมันทั่วโลกจะลดลงเฉลี่ย 1 ล้านบาร์เรลต่อวันตลอดปี 2569
คำถามใหญ่: เศรษฐกิจโลกจะรับแรงกระแทกได้นานแค่ไหน
เมื่อพิจารณาจากทุกปัจจัย ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อ อุปทานน้ำมันที่ตึงตัว และความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อาจกลับมา คำถามสำคัญที่สุดในเวลานี้จึงไม่ใช่แค่ “ราคาน้ำมันจะขึ้นอีกแค่ไหน”
แต่คือ “เศรษฐกิจโลกจะสามารถรับแรงกระแทกครั้งนี้ได้นานเพียงใด” เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น แต่อาจเป็น “จุดเปลี่ยนของโครงสร้างพลังงานโลก” ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คนไปอีกยาวนาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
