รีเซต

คนไทยกังวลภัยพิบัติ “น้ำท่วม” ครองแชมป์ ห่วงโลกร้อนเร่งความรุนแรง

คนไทยกังวลภัยพิบัติ “น้ำท่วม” ครองแชมป์ ห่วงโลกร้อนเร่งความรุนแรง
TNN ช่อง16
6 กันยายน 2569 ( 09:06 )
9

ภัยพิบัติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่ใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะ น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ซึ่งสร้างผลกระทบทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้สังคมต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมและการลดความเสี่ยงมากขึ้น

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศของ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เรื่อง “คนไทยกับการรับมือภัยพิบัติ” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,241 คน สำรวจทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 1-4 กันยายน 2569 สะท้อนมุมมองของประชาชนต่อภัยพิบัติ ตั้งแต่ภัยที่กังวลมากที่สุด สาเหตุของความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงแนวทางการเตรียมตัวและบทบาทของภาครัฐ

“น้ำท่วม” ภัยพิบัติที่คนไทยกังวลมากที่สุด

ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 84.29 ของกลุ่มตัวอย่างกังวลเกี่ยวกับภัยพิบัติประเภท น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม มากที่สุด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าภัยพิบัติที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นใกล้ตัวและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนตกหนักและฝนตกสะสม

นอกจากความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินแล้ว น้ำท่วมยังสามารถกระทบต่อระบบคมนาคม การทำงาน ภาคเกษตรกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ทำให้การเตรียมความพร้อมล่วงหน้ากลายเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญมากขึ้น

69.70% มอง “โลกร้อน” เป็นปัจจัยทำภัยพิบัติรุนแรงขึ้น

เมื่อถามถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติเกิดบ่อยและมีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 69.70 มองว่าเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน

มุมมองนี้สะท้อนว่าประชาชนเริ่มตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติมากขึ้น

การรับมือภัยพิบัติจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ไขสถานการณ์เมื่อเกิดน้ำท่วม น้ำป่า หรือดินถล่ม แต่ยังรวมถึงการวางแผนระยะยาวเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การดูแลสิ่งแวดล้อม และการลดปัจจัยที่อาจเพิ่มความรุนแรงของภัยพิบัติ

คนไทยเตรียมพร้อมด้วยการ “ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัย”

ในด้านการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติ กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 64.46 ระบุว่าจะ ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว เพราะการได้รับแจ้งเตือนล่วงหน้าสามารถช่วยให้ประชาชนมีเวลาเตรียมสิ่งของจำเป็น เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน วางแผนการเดินทาง หรืออพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ทันเวลา

ในสถานการณ์ภัยพิบัติ “เวลา” จึงมีความสำคัญไม่แพ้การช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ เพราะยิ่งประชาชนได้รับข้อมูลเร็วเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสลดความสูญเสียได้มากขึ้น

ความพร้อมของภาครัฐ อีกหนึ่งความคาดหวังของประชาชน

นอกจากการเตรียมพร้อมด้วยตัวเองแล้ว ประชาชนยังให้ความสำคัญกับบทบาทของภาครัฐในการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 53.19 ระบุว่า ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ สะท้อนถึง ความคาดหวังของประชาชนต่อระบบจัดการภัยพิบัติของประเทศ ทั้งการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ระบบแจ้งเตือนภัย การช่วยเหลือประชาชนในภาวะฉุกเฉิน ตลอดจนการฟื้นฟูและเยียวยาหลังเกิดภัย

เมื่อภัยพิบัติมีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น การบริหารจัดการจึงต้องอาศัยทั้งระบบข้อมูล เทคโนโลยี การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่

สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นจากรัฐบาล

สำหรับสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและลดปัจจัยที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้น คิดเป็น ร้อยละ 68.65

ประเด็นนี้สะท้อนว่าประชาชนมองการรับมือภัยพิบัติในระยะยาวมากขึ้น โดยไม่ได้ต้องการเพียงการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง

แนวทางดังกล่าวอาจครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ การดูแลพื้นที่ต้นน้ำและป่าไม้ การจัดการพื้นที่เสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ การวางผังเมือง ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“น้ำท่วม” อยู่คู่กับไทย แต่ความสูญเสียไม่จำเป็นต้องเกิดซ้ำ

ดร.มณฑล สุวรรณประภา ประธานหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า หากพิจารณาความถี่ของการเกิดภัยพิบัติในประเทศไทยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า อุทกภัยยังคงเป็นวิกฤตการณ์สำคัญของประเทศ

แม้ปัญหาน้ำท่วมจะอยู่คู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่การเกิดเหตุซ้ำอาจทำให้สังคมค่อย ๆ คุ้นชินและมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ ทั้งที่ความสูญเสียหลายส่วนสามารถป้องกันหรือลดลงได้

ผลสำรวจยังสะท้อนว่าประชาชนตระหนักมากขึ้นว่า ภัยพิบัติไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับการกระทำของมนุษย์และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

จาก “แก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ” สู่การลดความเสี่ยงล่วงหน้า

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าคนไทยมีความกังวลต่อภัยพิบัติที่ใกล้ตัว โดยมองว่าส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ประชาชนจะเตรียมตัวรับมือด้วยตนเอง แต่การสร้างความพร้อมในระดับประเทศยังเป็นสิ่งสำคัญ

ภาครัฐจึงมีบทบาทในการพัฒนาความพร้อมให้ครอบคลุมทุกระยะ ตั้งแต่ ก่อนเกิดเหตุ ระบบเตือนภัย การช่วยเหลือฉุกเฉิน ไปจนถึงการฟื้นฟูและเยียวยาหลังเกิดเหตุ

ขณะเดียวกัน การรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะคนในพื้นที่ย่อมรู้จักสภาพแวดล้อม จุดเสี่ยง และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนเป็นอย่างดี

ภัยพิบัติไม่ใช่หน้าที่ของใครคนเดียว

ดร.มณฑลมองว่า การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก ประชาชน ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนของสังคม

ภาครัฐต้องสร้างระบบป้องกันและเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ประชาชนต้องมีความรู้และทักษะในการเตรียมพร้อม รวมถึงรู้จักประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ของตัวเอง

การมีส่วนร่วมของชุมชนก็เป็นอีกกลไกสำคัญ ทั้งการเฝ้าระวังสถานการณ์ การสื่อสารข้อมูล การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการวางแผนอพยพร่วมกัน

โจทย์ใหญ่ของไทย คือการสร้าง “สังคมพร้อมรับมือภัยพิบัติ”

ผลสำรวจ “คนไทยกับการรับมือภัยพิบัติ” จึงไม่ได้สะท้อนเพียงว่าคนไทยกลัวภัยพิบัติประเภทใด แต่ยังแสดงให้เห็นถึง การตื่นตัวและความต้องการมีส่วนร่วมในการรับมือความเสี่ยง

เมื่อ 84.29% กังวลน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ขณะที่ 69.70% มองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยสำคัญ และ 68.65% ต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและลดปัจจัยที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้น

ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นโจทย์ร่วมกันของทั้งประเทศ ตั้งแต่การวางระบบป้องกัน การพัฒนาระบบเตือนภัย การจัดการสิ่งแวดล้อม การบริหารพื้นที่เสี่ยง ไปจนถึงการสร้างความรู้ให้ประชาชน

เพราะแม้ภัยพิบัติจะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่ ความสูญเสียสามารถลดลงได้ หากรัฐ ชุมชน และประชาชนร่วมกันเตรียมพร้อมก่อนที่ภัยจะมาถึง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง