รีเซต

ตร.ไซเบอร์เตือนภัย คดีหลอกทำงานพุ่งแซงหลอกลงทุน สกัดสแกมเมอร์ชายแดน

ตร.ไซเบอร์เตือนภัย คดีหลอกทำงานพุ่งแซงหลอกลงทุน สกัดสแกมเมอร์ชายแดน
TNN ช่อง16
4 มีนาคม 2569 ( 16:41 )

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยแนวโน้มอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคดีหลอกให้ทำงานหรือทำกิจกรรมออนไลน์ ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนกลายเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่พบมากที่สุดในช่วงต้นปี 2569

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ รอง ผบช.สอท. เปิดเผยว่า สถิติในเดือนมกราคม 2569 พบว่าคดีหลอกให้ทำกิจกรรมออนไลน์ เช่น กดไลก์ กดแชร์ หรือทำภารกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ มีจำนวนคดีสูงกว่าคดีหลอกลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยครองอันดับหนึ่งของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมาโดยตลอด

แม้คดีหลอกลงทุนยังคงสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูง แต่รูปแบบการหลอกทำงานออนไลน์กลับแพร่กระจายรวดเร็ว เพราะใช้วิธีล่อใจด้วยรายได้ง่าย ใช้เวลาน้อย และเข้าถึงประชาชนผ่านโซเชียลมีเดียได้ง่ายกว่า ส่งผลให้มีผู้เสียหายจำนวนมาก

รอง ผบช.สอท. ระบุว่า ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ Anti Cyber Scam Center เพื่อทำหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ธุรกรรม และตรวจสอบรูปแบบการก่อเหตุของเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยพบว่าหลายคดีมีรูปแบบบทสนทนาที่คล้ายคลึงกัน และมีการจัดทำสคริปต์หลอกลวงอย่างเป็นระบบ ซึ่งบ่งชี้ว่าการก่อเหตุมีลักษณะเป็นขบวนการ

สำหรับคดีหลอกลงทุน เจ้าหน้าที่พบว่าจุดเริ่มต้นส่วนใหญ่มาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook ซึ่งที่ผ่านมา บริษัท Meta ได้เข้าหารือกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช หัวหน้าศูนย์ Anti Cyber Scam Center เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง แม้ระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยจะมีข้อแตกต่างกัน แต่ Meta Facebook Thailand ยืนยันว่าจะช่วยประสานงานในการตรวจสอบบัญชีต้องสงสัย รวมถึงบัญชีบน Instagram และแพลตฟอร์มอื่นที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือก่อเหตุ

นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ยังทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเร่งดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งปิดเว็บไซต์ และอาศัยความร่วมมือจากแพลตฟอร์มต่างประเทศในการควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 เปิดเผยว่า คดีหลอกให้ไปทำงานต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยพบพฤติการณ์นัดหมายผู้เสียหายให้เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดน เช่น จังหวัดสระแก้ว และจันทบุรี ซึ่งมีช่องทางธรรมชาติที่สามารถลักลอบข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชาได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังในพื้นที่ชายแดน โดยประสานความร่วมมือกับตำรวจภูธร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และกองกำลังบูรพา รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักในพื้นที่ เพื่อสกัดกั้นการพาคนไทยไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ในต่างประเทศ

ที่ผ่านมา ขบวนการคอลเซ็นเตอร์มักพาคนไทยข้ามแดนไปยังฝั่งกัมพูชาเพื่อสแกนใบหน้า เปิดบัญชีธนาคาร และรับเงินจากผู้เสียหาย แต่ขณะนี้พบว่าบางกลุ่มเปลี่ยนวิธี โดยลักลอบเช่าห้องพักตามโรงแรมหรือรีสอร์ตใกล้ชายแดน เพื่อใช้เป็นสถานที่สแกนใบหน้าแทน

เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต และที่พัก หากพบกลุ่มบุคคลเข้าพักในลักษณะผิดปกติ หรือมีการนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องมือจำนวนมากเข้ามาใช้งานในพื้นที่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

อีกประเด็นที่ตำรวจไซเบอร์ให้ความสำคัญคือการฟอกเงินผ่านธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยขบวนการสแกมเมอร์มักนำเงินสดมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ หรือแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งหากดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่เตือนผู้ประกอบการร้านแลกเงินและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะกรณีที่มีบุคคลหรือชาวต่างชาตินำเงินสดจำนวนมากมาแลกเปลี่ยน หากตรวจสอบพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรม อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฟอกเงิน และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันตำรวจได้ตั้งจุดตรวจและจุดสกัดในพื้นที่ชายแดน พร้อมแจ้งเตือนสถานีตำรวจในพื้นที่ให้เฝ้าระวังบุคคลต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง