รีเซต

เจาะ 3 เสาหลัก ชี้ชะตา "ราคาทอง" ครึ่งปีหลัง สร้างฐาน ทยานเหนือ 4,500

เจาะ 3 เสาหลัก ชี้ชะตา "ราคาทอง" ครึ่งปีหลัง สร้างฐาน ทยานเหนือ 4,500
TNN ช่อง16
9 กันยายน 2569 ( 18:48 )

นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ MTS Gold กล่าวในงาน TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW “มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย” ในหัวข้อ Future Wealth: การลงทุนโลกใหม่ สร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า ตลาดทองคำยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและตลาดการเงิน โดยข้อมูลจาก MTS Research ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการทองคำในปัจจุบันมาจาก 3 เสาหลัก ได้แก่ ความต้องการทองคำจริง (Real Demand) การซื้อทองคำของธนาคารกลาง (Central Banks) และกระแสเงินลงทุนในกองทุนทองคำ ETF (Gold ETFs)

ขณะที่ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยปี 2568 ราคาทองคำไทยเพิ่มขึ้นถึง 22,550 บาท หรือ 53.1% ซึ่งเป็นปีที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาทองคำไทยยังเพิ่มขึ้นประมาณ 5.9% โดยข้อมูล ณ วันที่ 7 กันยายน 2569 ราคาต่ำสุดของปีอยู่ที่ประมาณ 62,500 บาท และราคาสูงสุดอยู่ที่ 81,950 บาท สะท้อนว่าทองคำยังคงมีความผันผวนสูง แต่สามารถรักษาระดับราคาในกรอบที่สูงกว่าหลายปีก่อนอย่างชัดเจน หากมองย้อนหลัง 10 ปี ราคาทองคำไทยมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ขณะที่ปี 2567 ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 26.2% และปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 53.1%

ทังนี้มองว่าตลาดทองคำในระยะนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความต้องการซื้อทองคำเพื่อการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแรงซื้อจาก ธนาคารกลางทั่วโลกและกองทุน ETF เข้ามาเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยที่ในเดือนกรกฎาคมมีทองคำที่เกี่ยวข้องกับแรงซื้อจากกลุ่มธนาคารกลางเพิ่มขึ้นประมาณ 60 ตัน ขณะที่ปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในระดับสูงกว่า 2,300 ตันในข้อมูลที่นำเสนอ

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ De-dollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทองคำยังมีปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะทิศทาง อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อดอกเบี้ย และ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนมีต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำมากขึ้น เนื่องจากทองคำไม่มีดอกเบี้ยหรือกระแสเงินสดระหว่างถือครอง จึงอาจกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลดลงได้

ขณะที่สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันแพงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจคงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ

แม้ระยะสั้นตลาดทองคำต้องเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยและ Bond Yield แต่ภาพทางเทคนิคทิศทางทองคำในลักษณะ “Sideway Up” หรือแกว่งตัวในกรอบขาขึ้น สำหรับ Gold Spot มีแนวรับสำคัญบริเวณ 3,900 ดอลลาร์ และแนวต้านสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์ โดยในช่วงไตรมาสที่ 3 ราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในลักษณะของกรสร้างฐานบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ และมีโอกาสจะกลับเข้าสู่ขาขึ้นอีกครั้งในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งถ้าหากราคาสามารถยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์ มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบที่ระดับ 4,700 - 5,000 ดอลลาร์

ขณะที่ข้อมูลทางเทคนิคในกรอบ 1 ปีและ 5 ปี สะท้อนว่าทองคำยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในภาพระยะกลางและระยะยาว โดยราคาทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 24% ในช่วง 1 ปี และ 141% ในช่วง 5 ปี

ขณะเดียวกันทองคำยังมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์สำหรับ กระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน โดยแนะนำให้ปรับพอร์ตการลงทุน และเพิ่มสัดส่วนทองคำ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

ดังนั้น แม้ทองคำจะปรับตัวขึ้นมาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และมีความเสี่ยงจากดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และ Bond Yield แต่แรงซื้อจากธนาคารกลาง กระแสเงินลงทุนผ่าน ETF และแนวโน้มลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ ยังคงเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ตลาดต้องจับตา

ทองคำยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นในภาพระยะกลางถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจมีความผันผวนสูง นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ Bond Yield เงินเฟ้อ ค่าเงิน และแรงซื้อของธนาคารกลางควบคู่กันไป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง