"Buy or Sell in May" กลยุทธ์ไหน กำไรกว่ากัน เปิดสถิติ 10 ปี ทฤษฎีหรือความเชื่อ?

"Sell in May" วลีที่ติดหูนักลงทุนทั่วโลก ที่เชื่อว่าแรงขายหุ้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี Sell in May ยังถูกต่อท้ายเข้าไปด้วยคำว่า "and Go Away" นั่นหมายความว่านักลงทุนไม่ได้ขายอย่างเดียว แต่ขายแล้วออกจากตลาดไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง
แต่ด้วยระบบการเงิน การลงทุนของโลกในปัจจุบันซับซ้อนกว่าในอดีต เกิดปัจจัยใหม่ ๆ ที่ส่งผลกระทบ แล้วปรากฎการณ์นี้จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ต่อไป หรือกำลังเปลี่ยนเทรนด์ แล้วถ้าเกิดนักลงทุนปฏิเสธความเชื่อนี้ และเปลี่ยนเป็น "Buy in May and Stay" ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แบบไหนจะให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน
มาเริ่มกันที่ปรากฎการณ์ของ Sell in May and Go Away เกิดขึ้นจากความเชื่อของนักลงทุนที่ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงตุลาคม หรือเป็นช่วงฤดูร้อนของสหรัฐฯ มักจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าในช่วงพฤศจิกายนถึงเมษายน หรือเป็นช่วงฤดูหนาวของสหรัฐฯ
เนื่องจากผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของแต่ละปีจะไม่ดีเหมือนกับในไตรมาสทที่ 1 จึงทำให้เกิดแรงเทขายทำกำไรจากนักลงทุนออกมาในช่วงเวลาดังกล่าว และมักจะเกิดแรงซื้อหุ้นกลับอีกครั้งในช่วงพฤศจิกายน เพื่อเก็งกำไรจากผลประกอบการทที่จะรายงานไปจนถึงช่วงเมษายน
ซึ่งถ้าตามสถิติดัชนี S&P500 ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2493 ถึงปีพ.ศ. 2565 ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 1.5% ขณะที่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7%
และหากย้อนดูสถิติ 20 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 ถึงปีพ.ศ. 2565 ดัชนี S&P500 ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.41% ขณะที่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.81% ขณะที่ตลาดหุ้นไทย SET Index ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.32% ขณะที่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.35%
ถ้าดูข้อมูลจากตรงนี้ ก็อาาจจะวิเคราะห์ได้ว่า Sell in May เป็นทฏษฎีที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเกิดแรงขายหุ้นมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม แต่ถ้าเปลี่ยนวิธีการลงทุนจากขายหุ้นในลักษณะ Sell in May and Go Away เป็นซื้อหุ้นในเดือนพฤษภาคม และถือต่อไปในลักษณะ "Buy in May and Stay" จะมีผลตอบแทนอย่างไรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
เริ่มกันที่ปี 2558 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 26 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 2,125.34 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ดัชนีจะอยู่ที่ 2,100.13 จุด คิดเป็นผลตอบแทน -1.19% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 ดัชนีจะอยู่ที่ 2,080.76 และขายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 จะคิดเป็นผลตอบแทน +0.93%
ปี 2559 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 31 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 2,100.13 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ดัชนีจะอยู่ที่ 2,411.67 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +14.83% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 ดัชนีจะอยู่ที่ 2,100.59 และขายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 จะคิดเป็นผลตอบแทน +14.81%
ปี 2560 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 30 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 2,411.67 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2561 ดัชนีจะอยู่ที่ 2,705.11 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +12.17% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ดัชนีจะอยู่ที่ 2,587.47 และขายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2561 จะคิดเป็นผลตอบแทน +4.55%
ปี 2561 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 29 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 2,705.11 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ดัชนีจะอยู่ที่ 2,830.03 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +4.62% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 ดัชนีจะอยู่ที่ 2,726.37 และขายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 จะคิดเป็นผลตอบแทน +3.80%
ปี 2562 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 28 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 2,830.03 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ดัชนีจะอยู่ที่ 3,004.08 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +6.15% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ดัชนีจะอยู่ที่ 3,078.96 และขายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 จะคิดเป็นผลตอบแทน -2.43%
ปี 2563 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 26 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 3,004.08 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ดัชนีจะอยู่ที่ 4,170.16 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +38.82% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ดัชนีจะอยู่ที่ 3,296.20 และขายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 จะคิดเป็นผลตอบแทน +26.51%
ปี 2564 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 24 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 4,170.16 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ดัชนีจะอยู่ที่ 4,151.09 จุด คิดเป็นผลตอบแทน -0.46% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ดัชนีจะอยู่ที่ 4,610.62 และขายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 จะคิดเป็นผลตอบแทน -9.97%
ปี 2565 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 31 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 4,151.09 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 ดัชนีจะอยู่ที่ 4,226.71 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +1.82% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ดัชนีจะอยู่ที่ 3,780.71 และขายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 จะคิดเป็นผลตอบแทน +11.80%
ปี 2566 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 30 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 4,226.71 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ดัชนีจะอยู่ที่ 5,315.91 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +25.77% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 ดัชนีจะอยู่ที่ 4,364.27 และขายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 จะคิดเป็นผลตอบแทน +21.81%
ปี 2567 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 28 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 5,315.91 จุด ถือต่อไป และขายในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ดัชนีจะอยู่ที่ 5,854.07 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +10.12% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ดัชนีจะอยู่ที่ 5,725.15 และขายในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 จะคิดเป็นผลตอบแทน +2.25%
ปี 2568 ถ้าซื้อ S&P500 ในวันที่ 27 พฤษภาคม ดัชนีจะอยู่ที่ 5,854.07 จุด ถือจนถึงปัจจุบัน (4 พฤษภาคม 2569) ที่ดัชนี 7,200.75 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +18.70% ขณะที่การซื้อหุ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ดัชนีจะอยู่ที่ 6,882.32 ถือจนถึงปัจจุบัน (4 พฤษภาคม 2569) ที่ดัชนี 7,200.75 จุด คิดเป็นผลตอบแทน +4.63%
จะเห็นได้ว่าการ Buy in May and Stay จะให้ผลตอบแทนที่มากกว่า Sell in May ใน 8 จาก 10 ปีหลังสุด รวมถึงในปีปัจจุบัน ก็ยังให้ผลตอบแทนที่มากกว่าเช่นกัน
เมื่อวิเคราะห์ตัวเลขดังกล่าวจะพบว่าการเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่นักลงททุนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นช่วงที่ควรขายมากที่สุด มีโอกาสที่จะได้หุ้นในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าในช่วงที่นักลงทุนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นช่วงที่สมควรเข้าซื้อมากที่สุด และเมื่อขายหุ้นออกไปในเวลาเดียวกัน ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนทที่มากกว่าด้วยเช่นกัน
กลยุทธ์ Sell in May อาาจจะได้รับการพิสูจน์ว่าผลตอบแทนในช่วงพฤศจิกายนถึงเมษายนนั้นสูงกว่าในช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคม แต่อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา การซื้อและถือ หรือ Buy and Hold ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการเก็งกำไรในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเทท่านั้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
