กรมสุขภาพจิต แนะประชาชนดูแลสุขภาพใจในภาวะโศกเศร้าร่วมของสังคม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัยกรมสุขภาพจิต พร้อมแนะนำประชาชนดูแลสุขภาพใจในช่วงเวลาที่สังคมอาจเกิดภาวะโศกเศร้าร่วม (Mass Grief หรือ Collective Grief) จากการสูญเสียครั้งสำคัญของประเทศ โดยเน้นการรับรู้และยอมรับความรู้สึก ดูแลตนเองอย่างเหมาะสม รับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และขอรับคำปรึกษาเมื่อมีความเครียดหรือความเศร้ารุนแรงจนกระทบการดำเนินชีวิต
นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ความสูญเสียที่สร้างความโศกเศร้าแก่พสกนิกรชาวไทย อาจทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความรู้สึกเศร้า อาลัย พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงเวลานี้อาจส่งผลให้บางคนมีความอ่อนไหวทางอารมณ์มากขึ้น หรือรู้สึกเศร้าสะสมได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะโศกเศร้าร่วมในสังคม (Mass Grief หรือ Collective Grief) อันเป็นภาวะที่คนจำนวนมากมีความรู้สึกเศร้า สูญเสีย หรือสะเทือนใจไปพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ ถือเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ และไม่ได้หมายความว่าเป็นความผิดปกติทางจิตใจเสมอไป จากเหตุการณ์ดังกล่าวกรมสุขภาพจิตได้ติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมระบบบริการสุขภาพจิตเพื่อรองรับผลกระทบทางจิตใจในสถานการณ์วิกฤตและเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยมุ่งสนับสนุนการดูแลช่วยเหลือประชาชน การเข้าถึงบริการสุขภาพจิต และการให้ความช่วยเหลือทางจิตใจได้อย่างเหมาะสม ทันท่วงที และสอดคล้องกับความต้องการในแต่ละสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ
นายแพทย์จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาของการสูญเสีย ประชาชนอาจมีปฏิกิริยาทางอารมณ์และร่างกายที่แตกต่างกันไป เช่น ความเศร้า ความรู้สึกว่างเปล่า สับสน นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรืออ่อนเพลีย รวมถึงอาจมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น ติดตามข่าวสารมากขึ้น หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม หรือรู้สึกต้องการเข้าร่วมกิจกรรมแสดงความอาลัยมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ที่พบได้ในภาวะโศกเศร้า และมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อได้รับการดูแลและปรับตัวอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพใจของตนเองได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม ดูแลสุขภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกรับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการติดตามข่าวซ้ำ ๆ หรือเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์มากเกินไป รวมทั้งเปิดโอกาสให้ตนเองได้แสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม เช่น การพูดคุยกับคนใกล้ชิด หรือการเข้าร่วมกิจกรรมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในระดับที่พอดี
โดยกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตเดิม และผู้ที่เคยมีประสบการณ์สูญเสียมาก่อน ขณะที่ครอบครัวและคนใกล้ชิดสามารถช่วยเหลือได้ด้วยการรับฟังอย่างเข้าใจโดยไม่ตัดสิน เปิดพื้นที่ให้ได้ระบายความรู้สึก ชวนทำกิจกรรมหรือร่วมพิธีแสดงความอาลัยที่มีความหมาย และสังเกตสัญญาณเสี่ยง เช่น อาการซึมเศร้ารุนแรง ความฉุนเฉียวผิดปกติ หรือการพูดถึงการทำร้ายตนเอง ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพใจและการขอรับคำปรึกษาเมื่อรู้สึกไม่ไหวถือเป็นเรื่องปกติ
หากความเศร้ารุนแรงต่อเนื่องจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีความคิดทำร้ายตนเอง สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.สุขภาพจิต.com โดยกรมสุขภาพจิตเชื่อว่าความโศกเศร้าจะค่อย ๆ คลี่คลายลงได้เมื่อได้รับการดูแลจากตนเอง ครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม และการมีพื้นที่รับฟังที่ปลอดภัยจะช่วยให้ประชาชนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
