สงครามอิสราเอล-สหรัฐฯ VS อิหร่าน ศราวุฒิ อารีย์ ตั้งคำถาม บุกอิหร่านไร้หลักฐานนิวเคลียร์?

การเปิดฉากโจมตีอิหร่านของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ถูกตั้งคำถามทันทีในประเด็น “หลักฐานอาวุธนิวเคลียร์” และแรงสั่นสะเทือนต่อระเบียบโลก เมื่อ ดร.ศราวุฒิ อารี ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในรายการ TNN World Today ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ “เหนือความคาดหมายจริง ๆ” เพราะเกิดขึ้นทั้งที่กระบวนการพูดคุยเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกำลังเดินหน้า
ดร.ศราวุฒิระบุว่า สหรัฐกับอิหร่าน “เข้าสู่การเจรจาเป็นรอบที่ 3 แล้ว” และประเทศโอมานในฐานะตัวกลาง “ได้ออกมาแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่ามันมีความคืบหน้าไปมาก” จน “เหมือนกับว่าทั้ง 2 ฝ่ายกำลังหาข้อสรุปกันได้เรียบร้อยแล้ว” โดยฝั่งอิหร่าน “ถึงขั้นยอมที่จะเอายูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะแล้ว 60% ที่มีอยู่…ออกนอกประเทศ” พร้อมยืนยัน “จะไม่พัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์”
แต่เมื่อ “ข่าวออกมาเรื่องของความคืบหน้าการเจรจา” กลับเกิด “การโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอล” ซึ่งดร.ศราวุฒิมองว่าเป็นภาพที่ “คล้าย ๆ กับคราวที่แล้วเมื่อปีที่แล้ว” ในช่วง “สงคราม 12 วัน” ที่การเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเคยเดินมาถึง “รอบที่ 5 แล้ว” และมีความคืบหน้ามาก ก่อนที่อิสราเอลจะใช้ปฏิบัติการโจมตี
จากลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว ดร.ศราวุฒิชี้ว่า “ข้อสรุปอย่างหนึ่ง” ที่เห็นร่วมกันจากทั้งสองสถานการณ์ คือ สหรัฐและอิสราเอล “ไม่ได้ต้องการข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน” โดยยกตัวอย่างว่า “ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ดีที่สุด” เกิดขึ้นในปี 2015 ยุคโอบามา เป็นข้อตกลงที่ “ครอบคลุม เข้มงวด” และทำให้อิหร่าน “ถูกตรวจสอบอย่างหนัก” จน “ไม่สามารถที่จะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้” แต่ต่อมากลับเกิดการถอนตัวเมื่อ “ทรัมป์มาฉีกข้อตกลงอันนี้” จนสถานการณ์กลับมาตึงเครียด
ดร.ศราวุฒิประเมินว่า เป้าหมายสำคัญของสหรัฐ โดยเฉพาะภายใต้การนำของทรัมป์ คือ “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง” มากกว่าความพยายามปิดดีลนิวเคลียร์ พร้อมระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “พยายามมานาน” เพียงแต่ “ไม่ประสบจังหวะ” และช่วงเวลานี้ถูกมองว่าเป็นจังหวะที่อิหร่าน “อ่อนแอที่สุด” ในสายตาสหรัฐและอิสราเอล
คำอธิบายของดร.ศราวุฒิชี้ไปที่ปัจจัยในภูมิภาค โดยกล่าวว่าอิหร่าน “สูญเสียพันธมิตรหลายกองกำลังติดอาวุธ” ไม่ว่าจะเป็น “ฮิสบุลเลาะห์” รวมถึง “ระบอบอัลอาซาด” ที่เคยเป็นตัวแทนและพันธมิตรแนบแน่น “ถูกโค่นล้มลงไปแล้ว” ขณะที่ “กลุ่มฮูซี่ก็อ่อนแอลง” ในสายตาของสหรัฐและอิสราเอล อีกด้านหนึ่ง ยังมีแรงกดดันภายในจากเหตุ “ประชาชนคนในอิหร่านลุกฮือขึ้นประท้วงผู้นำ ประท้วงระบอบการปกครอง” ซึ่งถูกมองว่าเป็น “จังหวะโอกาสที่ดี” สำหรับความพยายามโค่นล้มระบอบ แม้ดร.ศราวุฒิย้ำว่า “จะโค่นล้มได้หรือไม่” ยังเป็นอีกเรื่องที่ต้องอธิบายรายละเอียดต่อไป
ประเด็น “ไม่มีหลักฐานอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือ” ถูกโยงเข้ากับภาพการประเมินสถานะนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยดร.ศราวุฒิกล่าวว่า สิ่งที่สหรัฐและอิสราเอล “เกรงกลัวมากที่สุด” คือ “การพัฒนาขีปนาวุธ” และ “นิวเคลียร์” เพราะหากอิหร่านมีนิวเคลียร์ “จะทำให้ดุลอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” อย่างไรก็ตาม ดร.ศราวุฒิย้ำว่า อิหร่าน “พยายามที่จะบอกมาตลอด” ว่าการพัฒนานิวเคลียร์จนไปสู่การสร้างอาวุธ “ไม่ถูกต้อง” และในมุมผู้นำสูงสุดยังระบุว่า “ผิดหลักการคำสอนทางศาสนา” เพราะทำให้ประชาชนล้มตายจำนวนมากและทำลายสิ่งแวดล้อม
ในส่วนของรายงานระหว่างประเทศ ดร.ศราวุฒิระบุว่า หากดูจาก “รายงานของ IAEA” จะเห็นว่า IAEA “ไม่เคยพูดถึงเรื่องของการที่อิหร่านมีความพยายามที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เลย” แต่การโจมตีที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่ เพราะ “ไม่แน่ใจว่านโยบายของอิหร่านต่อเรื่องของนิวเคลียร์จะปรับเปลี่ยนไปหรือไม่” โดยมองว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับผู้นำสูงสุด หากมี “ฟัตวาใหม่” อนุมัติให้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตนเอง “ตรงนี้จะเปลี่ยนไปเลย” และจากข้อมูลที่อ้างถึง IAEA ก่อนหน้า อิหร่าน “สามารถที่จะเสริมยูเรเนียมได้ถึง 60% แล้ว” และถ้าตัดสินใจทำจริง “อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” อาจทำได้ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เรื่องที่มีความเสี่ยง” และ “อันตรายมาก ๆ”
จากกรอบวิเคราะห์ทั้งหมด ดร.ศราวุฒิชี้ว่า สถานการณ์กำลังทดสอบ “กติกาของโลก” และชวนให้นึกถึงช่วงประวัติศาสตร์ที่การใช้เหตุผลด้านอาวุธเป็นเงื่อนไขของการเปิดศึก จนเกิดคำถามเรื่องความชอบธรรมและผลต่อระเบียบโลกในระยะยาว ภาพดังกล่าวจึงถูกเปรียบเทียบกับบรรยากาศยุค “บุกอิรัก” ในมิติของข้อกล่าวหา-การใช้กำลัง-และความปั่นป่วนที่ตามมาในเวทีระหว่างประเทศ
หากการใช้กำลังครั้งนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน ความเชื่อมั่นต่อกลไกพหุภาคีและกติกาสากลอาจถูกตั้งคำถามมากขึ้น และอาจเร่งให้โลกเคลื่อนไปสู่โครงสร้างหลายขั้วมหาอำนาจ
ดร.ศราวุฒิระบุว่า ความขัดแย้งครั้งนี้มีแนวโน้มยืดเยื้อ และมีโอกาสขยายวงกว้าง โดยบทบาทของจีนและรัสเซียจะเป็นตัวแปรสำคัญ ทั้งสองประเทศเคยยืนอยู่ข้างอิหร่านในเวทีการเมืองและการทูต และมีแนวโน้มแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
