น้ำท่วมน่าน สะท้อน “ภัยน้ำหลากฉับพลัน” เกิดขึ้นเร็วมากแม้ฝนตกไม่กี่ชั่วโมง

น้ำท่วมน่าน สะท้อน “ภัยน้ำหลากฉับพลัน” แม้ฝนตกเพียงไม่กี่ชั่วโมง
จากเหตุการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งบ้านเรือน ถนน ระบบประปา บ่อน้ำ และสาธารณูปโภค
แม้ว่าล่าสุดสถานการณ์อุทกภัยในหลายอำเภอเริ่มคลี่คลาย เริ่มมีการซ่อมแซมเส้นทางและเปิดทางสัญจรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและคืนสภาพพื้นที่ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
กรณีดังกล่าว รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่จ.น่าน ไว้ว่า กรณีน้ำป่าไหลหลาก อ.ปัว จ.น่าน
เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า “ภัยน้ำหลากฉับพลัน” เป็นภัยที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก แม้ฝนจะตกเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่สามารถเปลี่ยนลำห้วยเล็ก ๆ ให้กลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากได้ภายในเวลาอันสั้น ศูนย์ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ม.รังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ มีการประเมินสถานการณ์ โดยการใช้แบบจำลองย้อนหลัง พบว่า
ฝนไม่ได้ตกหนักตรงชุมชน หรือหน้าบ้าน แต่ภัยอาจกำลังมา
น้ำป่าอาจเกิดจากฝนตกหนักบนภูเขา หรือต้นน้ำที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร แม้บริเวณที่เราอยู่ฝนจะหยุดตกแล้วก็ตาม จากแบบจำลองพบว่าน้ำจะเริ่มไหลหลากหลังจากฝนตกประมาณ 3 ชั่วโมงโดยมีความเร็วกระแสน้ำบริเวณต้นน้ำลำห้วย และไหล่เขาประมาณ 5-8 เมตรต่อวินาที บ้านเรือนบริเวณนั้นไม่สามารถต้านทานพลังงานจลน์จากน้ำได้
เมื่อน้ำไหลลงมายังแม่น้ำปัวจะเริ่มล้นตลิ่ง มีความเร็วในแม่น้ำ และในพื้นที่น้ำท่วมถึงเริ่มลดลง (เนื่องจากความชันท้องน้ำลดลง) ประมาณ 3-4.5 เมตรต่อวินาที และ 1-2.5 เมตรต่อวินาทีตามลำดับ บ้านเรือนริมน้ำที่เป็นบ้านไม้เริ่มได้รับความเสียหาย แต่อย่าลืมว่าน้ำป่าไหลหลากมักจะมากับเศษวัสดุต้นไม้ หินขนาดต่างๆ จึงยากที่จะประเมินความรุนแรงได้
น้ำป่าไหลหลากเป็นภัยประเภทที่ต้องตัดสินใจเพียงไม่กี่นาที
อย่าประเมินความลึกของน้ำด้วยสายตา เพราะน้ำป่าไม่ได้มีอันตรายจากความลึก แต่คือความเร็วที่จะมาหาตัวเรา เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ อย่ารอให้เห็นน้ำก้อนใหญ่ หรือรอการยืนยันจากผู้อื่น แม้แต่ Cell BoardCast ให้รีบเคลื่อนย้ายตนเอง และครอบครัวไปยังพื้นที่สูงทันที เพราะน้ำป่าไหลหลากเป็นภัยประเภทที่ เวลาในการตัดสินใจมีเพียงไม่กี่นาที แต่ผลกระทบรุนแรงถึงชีวิต
ภาพจาก Thai News Pix
“อย่ารอให้น้ำมาถึง” เตรียมพื้นที่ท้ายน้ำรับมวลน้ำทันที
เช่นเดียวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ลงพื้นที่ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยกำชับทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชนอย่างเต็มที่และมีข้อสั่งการ และกล่าวย้ำว่า “พื้นที่ที่น้ำลดแล้วให้เร่งฟื้นฟู พื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงให้เฝ้าระวังและแจ้งเตือน ส่วนพื้นที่ท้ายน้ำที่มวลน้ำกำลังจะไปถึง ให้เตรียมรับตั้งแต่ตอนนี้” พร้อมกำชับทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานเป็นเอกภาพ ยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ อะไรที่ดำเนินการได้ให้ทำทันที หากเรื่องใดติดขัดหรือเกินกำลังพื้นที่ให้รายงาน เพื่อรัฐบาลจะได้สนับสนุนอย่างเต็มที่
ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
1. การช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่
ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและจังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือประชาชน พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำในพื้นที่อำเภอปัว อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา และพื้นที่ลุ่มต่ำ เร่งฟื้นฟูบ้านเรือน ถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า ประปา และพื้นที่การเกษตรในจุดที่น้ำลดแล้ว
2. การติดตามและคาดการณ์สภาพอากาศ
ให้กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ติดตามปริมาณฝนในจังหวัดน่านและพื้นที่ต้นน้ำ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก และแจ้งข้อมูลให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือ
3. การติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ
ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ประเมินปริมาณและทิศทางมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองน่านและพื้นที่ท้ายน้ำ หากทราบว่ามวลน้ำกำลังจะไปถึงพื้นที่ใด ให้แจ้งเตือนทันที ไม่ต้องรอให้น้ำมาถึง เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว ยกของ ย้ายรถ และเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง และให้ทุกหน่วยงานเตรียมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เรือ เครื่องสูบน้ำ เส้นทางอพยพ และพื้นที่ปลอดภัยให้พร้อม เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
4. การเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม
ให้กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานเครือข่ายในพื้นที่เพื่อแจ้งเตือนและเตรียมอพยพประชาชนได้ทันท่วงที
5. การฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน
ให้กระทรวงคมนาคมเร่งสำรวจเส้นทาง สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบ หากมีดินโคลนหรือสิ่งกีดขวาง ให้ระดมเครื่องจักรเปิดเส้นทางโดยเร็ว พร้อมประชาสัมพันธ์เส้นทางที่ใช้ได้และเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง
6. การแก้ไขปัญหาในระยะต่อไป
ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดน่าน เสนอคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ภาพจาก Thai News Pix
มาตรการช่วยเหลือเยียวยาน้ำท่วมน่าน
ในส่วนของการเยียวยาประชาชนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสานขออนุมัติกรมบัญชีกลางเพื่อขยายวงเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินฯ กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) เพิ่มเติมให้จังหวัดน่าน จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะด้านการดำรงชีพซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการช่วยเหลือเยียวยา
- ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำซึ่งผู้ประสบภัยที่เป็นเจ้าของ จ่ายตามจริงไม่เกินหลังละ 88,600 บาท (ไม่รวมบ้านเช่า) และค่าดำรงชีพเบื้องต้นกรณีบ้านเสียหายทั้งหลังไม่เกิน 4,900 บาท
- เครื่องมือประกอบอาชีพ ช่วยเหลือเป็นเงินทุนหรือค่าเครื่องมือสำหรับอาชีพหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท
- ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ กรณีบาดเจ็บสาหัสที่ต้องรักษาในสถานพยาบาลติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ช่วยเหลือเป็นเงิน 5,000 บาท กรณีบาดเจ็บจนถึงขั้นพิการไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ช่วยเหลือ 16,600 บาท
- ค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว ค่าจัดการศพรายละไม่เกิน 35,700 บาท กรณีผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเป็นผู้หารายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัวจะได้รับเงินสงเคราะห์ครอบครัวอีกไม่เกิน 35,700 บาท
- กรณีที่ผู้ประสบภัยพิบัติเช่าบ้านเรือนของผู้อื่น และบ้านเช่าเสียหายจากภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเสียหายทั้งหลังหรือเสียหายบางส่วนจนอยู่อาศัยไม่ได้ ให้ช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 2,500 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน
- การซ่อมแซมโรงเรีอนการเกษตร ค่าซ่อมยุ้งข้าว โรงเรือนเก็บพืชผล หรือคอกสัตว์ ครอบครัวละไม่เกิน 6,800 บาท
สรุปแนวทางการยื่นขอรับเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ขณะที่ จ.น่าน สรุปแนวทางการยื่นขอรับเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม
เริ่มเปิดรับคำร้อง เริ่ม 24 ส.ค. 69 เป็นต้นไป ที่หน่วยงานท้องถิ่นใกล้บ้านท่าน
1. ยื่นคำร้อง
- ผู้ประสบภัยสามารถยื่นคำร้องได้ที่ อบต. / หน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ โดยกรอกข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ และรายละเอียดความเสียหาย
2. ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสาร ไม่จำเป็นต้องถ่ายสำเนาเอกสารราชการ
- มีบัตรประชาชนหรือเอกสารที่ระบุเลขประจำตัวประชาชน สามารถใช้ยืนยันได้
- แม้ไม่มีเอกสารราชการเลย หากจำเลขบัตรประชาชนได้ ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้
- หากจำเลขบัตรประชาชนไม่ได้ ให้ผู้นำชุมชนรับรอง ได้
- เพียงนำตัวเองมา แจ้งความประสงค์ขอรับการเยียวยา ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการได้
3. เอกสารเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
- หน่วยงานภาครัฐจะเป็นผู้ช่วยตรวจสอบและจัดทำ/ถ่ายสำเนาเอกสารที่จำเป็น
4. เร่งจ่ายเงินเยียวยา
- เตรียมเร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยา ตั้งแต่วันที่ 30 เป็นต้นไป
5. รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ
รัฐบาลขยายกรอบงบประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัยในระยะเร่งด่วน ขอให้ผู้ประสบภัยรีบยื่นคำร้องภายในสิ้นเดือน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมข้อมูลและดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และไม่ตกหล่น
ข้อมูลอ้างอิงจาก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
