รีเซต

PTTGC เร่งเครื่อง Specialty และ Green & Bio ต่อยอดมาบตาพุด

PTTGC เร่งเครื่อง Specialty และ Green & Bio ต่อยอดมาบตาพุด
ทันหุ้น
10 สิงหาคม 2569 ( 12:38 )

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เผยทิศทางธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลก เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ควบคู่กับการวางรากฐานสำหรับการเติบโตระยะยาว โดยใช้จุดแข็งจากโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ตลอดจนความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องในธุรกิจปิโตรเคมี พร้อมยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจหลักให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เป็นฐานสำคัญในการรับมือความไม่แน่นอน พร้อมเร่งต่อยอดธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) และ Green & Bio เพื่อสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ และตอบรับทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต

แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ความ    ผันผวนของซัพพลายเชน เงินเฟ้อ และมาตรการทางการค้า แต่การเตรียมความพร้อมและการดำเนินงานเชิง      กลยุทธ์อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วยให้ GC สามารถรักษาความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจ โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 81 จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรก ปี 2569 มี Adjusted EBITDA 41,777 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า “ความผันผวนและความไม่แน่นอนจะยังเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในระยะข้างหน้า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่คือการเตรียมองค์กรให้มีความยืดหยุ่น มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และลงมือสร้างความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความแข็งแกร่งจากภายในจะทำให้เราก้าวข้ามความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดย GC ได้วางรากฐานสำคัญ ทั้งโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นของการใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตร มาโดยตลอด ซึ่งวันนี้ได้เชื่อมต่อเป็นภาพเดียวกัน และจะเป็นฐานสำคัญของการเติบโตบทใหม่ของ GC”

ยืนหยัดด้วยธุรกิจที่แข็งแกร่ง สร้างความยืดหยุ่นรับความผันผวน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้ GC คือ โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ซึ่งเชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมความสามารถในการเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลว ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและเปิดโอกาสให้บริษัทฯ บริหารต้นทุนได้เหมาะสมกับสภาวะตลาด โดยโครงการนำเข้าอีเทนจากสหรัฐอเมริกายังคงดำเนินไปตามแผนและจะเริ่มการนำเข้าในปี 2572

ขณะเดียวกัน GC เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรผ่าน Holistic Optimization ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารจัดการซัพพลายเชน และกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขาย การตลาด และกระบวนการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว สะท้อนผ่านการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย โดยปี 2568 GC สามารถสร้างผลลัพธ์ได้กว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ที่ 5,500 ล้านบาท และในปี 2569 ได้ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท โดยการดำเนินงานคืบหน้าตามแผน

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างมีวินัย ทั้งการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ (Asset Monetization) การบริหารเงินทุน และการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต

ต่อยอดศักยภาพที่มี สร้างการเติบโตบทใหม่

สำหรับช่วงปี 2569–2573 GC มุ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ได้เร่งสร้างฐานสำหรับการเติบโตในระยะถัดไป โดยตั้งเป้าปรับสมดุลพอร์ตระหว่างธุรกิจ Commodity และธุรกิจ Specialty จากสัดส่วนประมาณ 80:20 สู่ 70:30 ภายในปี 2573 เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจมูลค่าสูง และสร้างพอร์ตที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดย GC จะต่อยอดจากจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในแต่ละธุรกิจ ดังนี้

-ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ต่อยอดศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพ และศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี

-ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยหากการร่วมทุนเกิดขึ้น จะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน สนับสนุนความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ในประเทศและภูมิภาค ด้วยกำลังการผลิตระดับ Top 10 ของโลก ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปของการศึกษาดังกล่าวในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569

-ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ปลดล็อกศักยภาพของ allnex เพื่อเป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจ Specialty

-ธุรกิจ Green & Bio ต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty)

ทั้งหมดนี้จะดำเนินควบคู่กับ Holistic Optimization ที่จะขยายการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร (Company-wide Enhancement) และตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573

ทั้งนี้ มาบตาพุดจะเป็นหนึ่งในฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะต่อไปของอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ควบคู่ไปกับการเติบโตในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

allnex ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

สำหรับธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ GC มุ่งดึงศักยภาพของ allnex อย่างเต็มที่ โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 allnex มีผลการดำเนินงานดีกว่าแผน สะท้อนความคืบหน้าของการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายมากกว่า 100 ล้านยูโรต่อปี ภายใน 5 ปี การบริหารพอร์ตโฟลิโอโดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ allnex มีความเป็นผู้นำและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ตลอดจนการขยายไปสู่ธุรกิจและเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่

ในประเทศไทย allnex ได้ประกาศขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป นับเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและ ขีดความสามารถด้านการผลิตมายังประเทศไทย ช่วยสร้าง Ecosystem ที่ใกล้ชิดลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น รองรับความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต พร้อมกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงของซัพพลายเชนให้กับลูกค้า ทั้งนี้ SCA เป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยป้องกันสีหรือสารเคลือบไหลย้อยระหว่างการใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์

ขณะเดียวกัน allnex ยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทั้ง China Hub ที่เมือง   เจียซิง (Jiaxing) ประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ allnex และมีผลการดำเนินงานเติบโตดีกว่าคาดการณ์ รวมถึง India Hub ที่เมืองมหัท (Mahad) ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต

ขับเคลื่อน Green & Bio จากฐานที่สั่งสมมากว่าทศวรรษ

อีกหนึ่งในการเติบโต คือ ธุรกิจ Green & Bio ซึ่ง GC บุกเบิกและสั่งสมความสามารถมากว่าทศวรรษ จนมีความพร้อมครอบคลุมทั้งวัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม และซัพพลายเชน ทำให้สามารถมีพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชีวภาพ ไบโอพลาสติก โอลีโอเคมิคอล ไปจนถึงพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง

ปัจจุบัน ความพร้อมดังกล่าวได้ต่อยอดเป็นการลงทุนและธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงในหลายด้าน อาทิ NatureWorks ซึ่งเพิ่งเปิดโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจรแห่งใหม่ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยกับเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมถึง GGC และ Emery Oleochemicals ที่ต่อยอดองค์ความรู้เคมีภัณฑ์จากพืชสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ ENVICCO ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและเกรดสัมผัสอาหารรายแรกของประเทศไทย ที่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต

จากรากฐานดังกล่าว GC กำลังต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) ผ่านนวัตกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อพัฒนา Sustainable Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และยกระดับอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

MTP Transformation ยกระดับมาบตาพุด สู่ฐานการเติบโตของอุตสาหกรรมในเอเชียแปซิฟิก

ในระยะต่อไป GC เล็งเห็นศักยภาพของมาบตาพุดเป็นฐานสำคัญของการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าสูง   สู่อนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio

ความพร้อมเหล่านี้เปิดโอกาสให้ GC เชื่อมโยงความสามารถกับเทคโนโลยีและพันธมิตรชั้นนำจาก   ทั่วโลก รองรับความต้องการของตลาดปลายทาง และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเติบโตบทใหม่ของ GC จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการนำจุดแข็งที่เรามีมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกิจที่มีอยู่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถของบุคลากร เครือข่ายระดับโลก ไปจนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ เรากำลังลงมือทำในแต่ละส่วนตามทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรมีทั้งความแข็งแกร่งในวันนี้ และพร้อมเติบโตยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต”

GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง

หนึ่งในกลไกสำคัญของกลยุทธ์ GC คือ “คน” ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง กล้าคิด กล้าลงมือทำ จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พิสูจน์ได้จากการที่พนักงาน GC ทุกระดับเสนอไอเดียกว่า 1,000 ไอเดียในระยะเวลา 1 ปี เพื่อร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรได้สำเร็จสูงกว่าเป้าหมาย

ทั้งหมดนี้ สะท้อนแนวทางของ GC ที่ไม่ได้เพียงรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แต่ได้เร่งเปลี่ยน        ความพร้อมที่สั่งสมมาและความสามารถในการแข่งขันให้เป็นโอกาสการเติบโตบทใหม่ในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง