"ไทย-ยูเออี"ทำ FTA ฉบับแรกในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสงคตรามแต่ตลาดตะวันออกกลางกำลังเปิดประตูให้สินค้าไทยมากขึ้น หลังไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE สรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ หรือ CEPA ได้สำเร็จ นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดส่งออกของไทย และสร้างโอกาสดึงดูดเงินลงทุนจากตะวันออกกลางเข้ามาในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะลงนามความตกลงอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีหน้า หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบถ้อยคำและข้อบททางกฎหมาย หรือ Legal Scrub ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือน โดยความตกลงฉบับนี้จะเป็น FTA ฉบับแรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง
หัวใจสำคัญของข้อตกลง คือการเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาด UAE ได้มากขึ้น โดยเฉพาะข้าว ผลไม้ น้ำผลไม้ อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรม หลัง UAE เตรียมลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าไทยตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และยังเปิดโอกาสให้ใช้ UAE เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง
ผลการศึกษาประเมินว่า ความตกลงนี้อาจช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยประมาณ 7,600–8,100 ล้านบาท และเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ราว 10,700–12,200 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีความตกลง ขณะที่การประเมินอีกชุดหนึ่งระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000–12,000 ล้านบาท
นั่นหมายความว่า โอกาสจากข้อตกลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทส่งออกรายใหญ่ แต่ยังอาจส่งต่อไปถึงเกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร และผู้ประกอบการ SME หากสามารถพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด และเข้าถึงช่องทางจำหน่ายในภูมิภาคได้จริง
ขณะเดียวกัน UAE ยังแสดงความสนใจลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย ทั้งด้านพลังงาน อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
