การเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและโอกาสใหม่

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ให้แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อโครงสร้างอำนาจภายในประเทศ แต่ยังขยายผลไปสู่ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการทูตในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
การเปลี่ยนผ่านผู้นำและการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
การพ้นตำแหน่งของผู้นำฝ่ายบริหารทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้บัญชีรายชื่อแคนดิเดตที่พรรคการเมืองเสนอไว้ล่วงหน้า ปัจจุบันมีชื่อสำคัญอย่างชัยเกษม นิติสิริ จากเพื่อไทย อนุทิน ชาญวีรกูล จากภูมิใจไทย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จากรวมไทยสร้างชาติ รวมถึงจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากประชาธิปัตย์ ผลโหวตในสภาจะเป็นตัวชี้ขาดทิศทางการเมืองระยะถัดไปว่ารัฐบาลใหม่จะมีความเข้มแข็งเพียงใด
ความไม่ชัดเจนทางการเมืองทำให้หลายสถาบันวิจัยปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 เหลือเฉลี่ยราว 1.8% ขณะที่ภาคเอกชนสะท้อนความกังวลว่าความล่าช้าในการตั้งรัฐบาลใหม่จะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนโดยตรง ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติยังอ่อนไหวต่อสัญญาณเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน
นอกเหนือจากปัญหาภายใน ประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ทั้งสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่กลับมารุนแรงในยุคทรัมป์ซึ่งสหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าไทยถึง 36% รวมถึงความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่พฤษภาคม และยังไม่คลี่คลาย ทั้งสองประเด็นนี้ส่งผลโดยตรงต่อการส่งออก การค้าชายแดน และเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์
วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก การเมืองไทยยังขาดสถาบันที่สามารถรวบรวมและจัดการความแตกต่างของกลุ่มผลประโยชน์ ระบบรัฐสภาถูกครอบงำโดยทุนและความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ขณะที่กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐยังไร้ประสิทธิภาพ ปัญหาคอรัปชันและการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
แม้สถานการณ์การเมืองยังคลุมเครือ แต่นักลงทุนในตลาดทุนเริ่มปรับรับความเสี่ยงไปแล้วบางส่วน ปัจจัยชี้ชะตาคือความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ หากสามารถรักษาเสถียรภาพได้ ประเทศไทยยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตออกจากจีน การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งการทูตเชิงรุก การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร และการปฏิรูประบบการเมืองควบคู่กันไป
การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีเดิมพันสูง การพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง หากไม่สามารถจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างได้ วงจรความไม่แน่นอนอาจดำเนินต่อไป แต่หากใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปและสร้างฉันทามติทางการเมือง ประเทศไทยยังมีศักยภาพฟื้นตัวและปรับตัวท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
