อันตรายจากการ "สูดควันไฟ" และขั้นตอนกู้ระบบหายใจ เพชฌฆาตเงียบจากกองเพลิง

สุภาษิตโบราณที่ว่า "โจรปล้นสิบครั้งไม่เท่าไฟไหม้เพียงครั้งเดียว" สะท้อนความรุนแรงของอัคคีภัยได้อย่างชัดเจน สถิติเฉพาะในกรุงเทพมหานครพบเหตุเพลิงไหม้สูงถึงปีละ 600–800 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 30–50 คนต่อปี สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟคลอก แต่เกิดจาก "การสูดดมก๊าซพิษและควันไฟ" ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพอย่างรุนแรง
องค์ประกอบของเพลิงไฟ และกลไกทำลายชีวิต
เมื่อเกิดไฟไหม้ ร่างกายจะได้รับผลกระทบจาก 4 ส่วนหลัก คือ เปลวไฟ ความร้อน เขม่าควัน และกลุ่มก๊าซพิษ โดยความร้อนและเปลวไฟจะทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังภายนอก ส่วนก๊าซพิษจะเข้าทำลายระบบภายในร่างกายจนเสียชีวิตทันที
ภาวะขาดออกซิเจน (Hypoxia): ในขณะเกิดการเผาไหม้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับออกซิเจน ที่ลดต่ำลงเหลือเพียง 15% หรือน้อยกว่านั้น ก๊าซเหล่านี้จะเข้าไปแย่งที่ออกซิเจนในระบบเลือด ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลันจนเสียชีวิต
อันตรายจากสารสังเคราะห์ยุคใหม่: เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันมักทำจากพลาสติกและสารสังเคราะห์ เมื่อถูกเผาไหม้จะปล่อยก๊าซพิษร้ายแรง เช่น ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ ผลการศึกษาพบว่าผู้เสียชีวิตในกองเพลิงมากกว่าครึ่งหนึ่ง เกิดจากการสูดดมก๊าซ CO และ HCN เหล่านี้
การทำลายระบบทางเดินหายใจก๊าซพิษส่วนใหญ่ (ยกเว้น CO2, CO และ HCN) มีฤทธิ์กัดกร่อนเป็นกรดหรือด่างสูง โดยแบ่งการทำลายออกเป็น 2 ส่วน
-ทางเดินหายใจส่วนต้น (แสบคอ แสบจมูก ไอ เสียงแหบ อุดตัน): เกิดจากก๊าซที่ละลายน้ำได้ดี เช่น SO2, NH3, Cl2 และ HCl เมื่อสัมผัสความชื้นในระบบหายใจจะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดหรือด่างรุนแรง ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นบวมและอุดตัน
-ทางเดินหายใจส่วนล่างและปอด (ปอดบวมน้ำ ภาวะพร่องออกซิเจนรุนแรง): กรด HCl ที่ละลายในละอองน้ำขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน รวมถึงก๊าซที่ไม่ละลายน้ำ เช่น อะโครลีน (Acrolein) และฟอสจีน (Phosgene) ที่เกาะไปกับเขม่าควัน จะแทรกซึมเข้าทำลายถุงลมปอด (Alveoli) โดยตรง ทำให้เกิดภาวะปอดบวมน้ำและระบบแลกเปลี่ยนออกซิเจนล้มเหลว
ข้อควรระวังทางการแพทย์: รอยไหม้ที่ใบหน้าหรือขนจมูกไหม้ ไม่สามารถ ใช้ประเมินความรุนแรงของระบบทางเดินหายใจได้ เพราะผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจส่วนต้นรุนแรงกว่า 80% ไม่มีรอยไหม้ที่ใบหน้าเลย และมีเพียง 13% เท่านั้นที่มีขนจมูกไหม้ ในรายที่รุนแรงเฉียบพลันอาจไม่มีรอยไหม้ภายนอกให้เห็นเลย
ปัจจัยสำคัญเพื่อประเมินความรุนแรง
ประวัติและข้อมูลที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย มีดังนี้
1.เกิดเหตุในพื้นที่โล่งหรือห้องปิดทึบ
2.ระยะเวลาที่ติดอยู่ในกองเพลิง
3.มีแรงดันไอน้ำความร้อนสูงเกิดขึ้นหรือไม่
4.มีการระเบิดร่วมด้วยหรือไม่
5.ชนิดของวัตถุหรือสารเคมีที่ถูกเผาไหม้
6.มีผู้บาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์ร่วมด้วยหรือไม่
7.กลิ่น สี และปริมาณของควันไฟ
8.มีประวัติตกหรือกระโดดลงมาจากที่สูง
9.มีการเผาไหม้ของพลาสติกหรือสารสังเคราะห์หรือไม่
แนวทางการกู้ชีพและปฐมพยาบาล
การช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ (First Aid)
-ย้ายผู้ป่วยออกจากที่เกิดเหตุไปยังที่อากาศถ่ายเททันที
-ประเมินและจัดท่าทางให้ผู้ป่วยหายใจสะดวกที่สุด และให้ออกซิเจนทันที
-ถอดเสื้อผ้าส่วนที่ไหม้หรือปนเปื้อนออก แล้วใช้ผ้าสะอาดปิดแผลไว้
การรักษาทางการแพทย์
-กู้ชีพตามหลัก ABC: ตรวจสอบทางเดินหายใจ (Airway) การหายใจ (Breathing) และระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulation)
-ให้ Oxygen 100%: ทันทีในรายที่สงสัยว่าได้รับก๊าซ CO หรือ HCN
-ประเมินปอด: ใช้เครื่องตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) หรือวัดค่าการไหลของลมหายใจออกสูงสุด (Peak flow) เพื่อเช็กความผิดปกติของทางเดินหายใจส่วนล่าง
เกณฑ์การรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล
-กลุ่มไม่มีอาการ (สังเกตอาการ 4–6 ชั่วโมง): หากรู้สึกตัวดี ไม่สับสน ติดอยู่ในกองเพลิงสั้นๆ และวัดค่า CO ได้น้อยกว่า 10% สามารถตรวจเช็กและให้กลับบ้านได้
-กลุ่มไม่มีอาการ แต่ประวัติเสี่ยงสูง (สังเกตอาการ 24 ชั่วโมง): ในรายที่อยู่ในกองเพลิงเป็นเวลานาน ต้องรับตัวไว้ในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นช้ากว่าปกติ (Late onset)
กลุ่มอาการรุนแรงที่ต้องรับไว้รักษาทันที หากมีข้อใดข้อหนึ่งดังนี้
1.มีบาดแผลไฟไหม้ตามผิวหนังร่วมด้วย
2.มีอาการทางระบบประสาทหรือระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ
3.มีอาการทางระบบหายใจ (เสียงแหบ หายใจเร็ว หรือฟังปอดพบเสียงผิดปกติ เช่น Stridor, Wheezing)
4.มีระดับคาร์บอกซีเฮโมโกลบิน (Carboxyhemoglobin) 15%
5.ผลเอกซเรย์ปอด สมรรถภาพปอด หรือผลตรวจก๊าซในเลือดแดงผิดปกติ
หลักการดูแลระบบทางเดินหายใจขั้นสูง
-การจัดการทางเดินหายใจ: หากหลอดลมหดเกร็ง ให้ยาขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกซิเจนที่มีความชื้น กระตุ้นให้หายใจลึกๆ จัดท่าเคาะปอด และดูดเสมหะหรือเนื้อเยื่อที่ตายออก หากมีแนวโน้มเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจทันที
-การรักษาภาวะปอดบวมน้ำ: หากไม่รุนแรงจะตอบสนองดีต่อยาขับปัสสาวะ แต่ถ้าพบภาวะปอดบวมน้ำชนิดรุนแรง (ARDS) ให้รักษาด้วยยาขับปัสสาวะร่วมกับการใช้เครื่องช่วยหายใจแบบดันแรงดันบวกในระยะหายใจออก (PEEP)
ข้อควรระวังเรื่องยา: การให้ยาสเตียรอยด์และยาปฏิชีวนะตั้งแต่แรก ไม่มีประโยชน์ ต่อการดำเนินโรค ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนแล้วเท่านั้น (ซึ่งมักจะเกิดหลังวันที่ 3–5 ไปแล้ว)
การเฝ้าระวังอาการจากก๊าซพิษอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งการดูแลระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตอย่างทันท่วงที คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประสบภัยรอดชีวิตและลดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้ดีที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
