รีเซต

อันตรายจากการ "สูดควันไฟ" และขั้นตอนกู้ระบบหายใจ เพชฌฆาตเงียบจากกองเพลิง

อันตรายจากการ "สูดควันไฟ" และขั้นตอนกู้ระบบหายใจ เพชฌฆาตเงียบจากกองเพลิง
TNN ช่อง16
13 กรกฎาคม 2569 ( 10:50 )
23

สุภาษิตโบราณที่ว่า "โจรปล้นสิบครั้งไม่เท่าไฟไหม้เพียงครั้งเดียว" สะท้อนความรุนแรงของอัคคีภัยได้อย่างชัดเจน สถิติเฉพาะในกรุงเทพมหานครพบเหตุเพลิงไหม้สูงถึงปีละ 600–800 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 30–50 คนต่อปี สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟคลอก แต่เกิดจาก "การสูดดมก๊าซพิษและควันไฟ" ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพอย่างรุนแรง


องค์ประกอบของเพลิงไฟ และกลไกทำลายชีวิต

เมื่อเกิดไฟไหม้ ร่างกายจะได้รับผลกระทบจาก 4 ส่วนหลัก คือ เปลวไฟ ความร้อน เขม่าควัน และกลุ่มก๊าซพิษ โดยความร้อนและเปลวไฟจะทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังภายนอก ส่วนก๊าซพิษจะเข้าทำลายระบบภายในร่างกายจนเสียชีวิตทันที


ภาวะขาดออกซิเจน (Hypoxia): ในขณะเกิดการเผาไหม้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับออกซิเจน ที่ลดต่ำลงเหลือเพียง 15% หรือน้อยกว่านั้น ก๊าซเหล่านี้จะเข้าไปแย่งที่ออกซิเจนในระบบเลือด ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลันจนเสียชีวิต


อันตรายจากสารสังเคราะห์ยุคใหม่: เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันมักทำจากพลาสติกและสารสังเคราะห์ เมื่อถูกเผาไหม้จะปล่อยก๊าซพิษร้ายแรง เช่น ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ ผลการศึกษาพบว่าผู้เสียชีวิตในกองเพลิงมากกว่าครึ่งหนึ่ง เกิดจากการสูดดมก๊าซ CO และ HCN เหล่านี้


การทำลายระบบทางเดินหายใจก๊าซพิษส่วนใหญ่ (ยกเว้น CO2, CO และ HCN) มีฤทธิ์กัดกร่อนเป็นกรดหรือด่างสูง โดยแบ่งการทำลายออกเป็น 2 ส่วน


-ทางเดินหายใจส่วนต้น (แสบคอ แสบจมูก ไอ เสียงแหบ อุดตัน): เกิดจากก๊าซที่ละลายน้ำได้ดี เช่น SO2, NH3, Cl2 และ HCl เมื่อสัมผัสความชื้นในระบบหายใจจะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดหรือด่างรุนแรง ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นบวมและอุดตัน


-ทางเดินหายใจส่วนล่างและปอด (ปอดบวมน้ำ ภาวะพร่องออกซิเจนรุนแรง): กรด HCl ที่ละลายในละอองน้ำขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน รวมถึงก๊าซที่ไม่ละลายน้ำ เช่น อะโครลีน (Acrolein) และฟอสจีน (Phosgene) ที่เกาะไปกับเขม่าควัน จะแทรกซึมเข้าทำลายถุงลมปอด (Alveoli) โดยตรง ทำให้เกิดภาวะปอดบวมน้ำและระบบแลกเปลี่ยนออกซิเจนล้มเหลว


ข้อควรระวังทางการแพทย์: รอยไหม้ที่ใบหน้าหรือขนจมูกไหม้ ไม่สามารถ ใช้ประเมินความรุนแรงของระบบทางเดินหายใจได้ เพราะผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจส่วนต้นรุนแรงกว่า 80% ไม่มีรอยไหม้ที่ใบหน้าเลย และมีเพียง 13% เท่านั้นที่มีขนจมูกไหม้ ในรายที่รุนแรงเฉียบพลันอาจไม่มีรอยไหม้ภายนอกให้เห็นเลย

ปัจจัยสำคัญเพื่อประเมินความรุนแรง

ประวัติและข้อมูลที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย มีดังนี้

1.เกิดเหตุในพื้นที่โล่งหรือห้องปิดทึบ

2.ระยะเวลาที่ติดอยู่ในกองเพลิง

3.มีแรงดันไอน้ำความร้อนสูงเกิดขึ้นหรือไม่

4.มีการระเบิดร่วมด้วยหรือไม่

5.ชนิดของวัตถุหรือสารเคมีที่ถูกเผาไหม้

6.มีผู้บาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์ร่วมด้วยหรือไม่

7.กลิ่น สี และปริมาณของควันไฟ

8.มีประวัติตกหรือกระโดดลงมาจากที่สูง

9.มีการเผาไหม้ของพลาสติกหรือสารสังเคราะห์หรือไม่


แนวทางการกู้ชีพและปฐมพยาบาล

การช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ (First Aid)

-ย้ายผู้ป่วยออกจากที่เกิดเหตุไปยังที่อากาศถ่ายเททันที

-ประเมินและจัดท่าทางให้ผู้ป่วยหายใจสะดวกที่สุด และให้ออกซิเจนทันที

-ถอดเสื้อผ้าส่วนที่ไหม้หรือปนเปื้อนออก แล้วใช้ผ้าสะอาดปิดแผลไว้


การรักษาทางการแพทย์

-กู้ชีพตามหลัก ABC: ตรวจสอบทางเดินหายใจ (Airway) การหายใจ (Breathing) และระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulation)

-ให้ Oxygen 100%: ทันทีในรายที่สงสัยว่าได้รับก๊าซ CO หรือ HCN 

-ประเมินปอด: ใช้เครื่องตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) หรือวัดค่าการไหลของลมหายใจออกสูงสุด (Peak flow) เพื่อเช็กความผิดปกติของทางเดินหายใจส่วนล่าง


เกณฑ์การรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล

-กลุ่มไม่มีอาการ (สังเกตอาการ 4–6 ชั่วโมง): หากรู้สึกตัวดี ไม่สับสน ติดอยู่ในกองเพลิงสั้นๆ และวัดค่า CO ได้น้อยกว่า 10% สามารถตรวจเช็กและให้กลับบ้านได้

-กลุ่มไม่มีอาการ แต่ประวัติเสี่ยงสูง (สังเกตอาการ 24 ชั่วโมง): ในรายที่อยู่ในกองเพลิงเป็นเวลานาน ต้องรับตัวไว้ในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นช้ากว่าปกติ (Late onset)

กลุ่มอาการรุนแรงที่ต้องรับไว้รักษาทันที หากมีข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

1.มีบาดแผลไฟไหม้ตามผิวหนังร่วมด้วย

2.มีอาการทางระบบประสาทหรือระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ

3.มีอาการทางระบบหายใจ (เสียงแหบ หายใจเร็ว หรือฟังปอดพบเสียงผิดปกติ เช่น Stridor, Wheezing)

4.มีระดับคาร์บอกซีเฮโมโกลบิน (Carboxyhemoglobin) 15%

5.ผลเอกซเรย์ปอด สมรรถภาพปอด หรือผลตรวจก๊าซในเลือดแดงผิดปกติ


หลักการดูแลระบบทางเดินหายใจขั้นสูง

-การจัดการทางเดินหายใจ: หากหลอดลมหดเกร็ง ให้ยาขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกซิเจนที่มีความชื้น กระตุ้นให้หายใจลึกๆ จัดท่าเคาะปอด และดูดเสมหะหรือเนื้อเยื่อที่ตายออก หากมีแนวโน้มเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจทันที

-การรักษาภาวะปอดบวมน้ำ: หากไม่รุนแรงจะตอบสนองดีต่อยาขับปัสสาวะ แต่ถ้าพบภาวะปอดบวมน้ำชนิดรุนแรง (ARDS) ให้รักษาด้วยยาขับปัสสาวะร่วมกับการใช้เครื่องช่วยหายใจแบบดันแรงดันบวกในระยะหายใจออก (PEEP)


ข้อควรระวังเรื่องยา: การให้ยาสเตียรอยด์และยาปฏิชีวนะตั้งแต่แรก ไม่มีประโยชน์ ต่อการดำเนินโรค ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนแล้วเท่านั้น (ซึ่งมักจะเกิดหลังวันที่ 3–5 ไปแล้ว)


การเฝ้าระวังอาการจากก๊าซพิษอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งการดูแลระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตอย่างทันท่วงที คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประสบภัยรอดชีวิตและลดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้ดีที่สุด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง