รีเซต

'สราวุธ' ส่อวืดชิงผู้ว่าฯ กกต.กทม.ประสานเลขาฯ ศาลยุติธรรม แจงเหตุฟันผิดวินัยร้ายแรง

'สราวุธ' ส่อวืดชิงผู้ว่าฯ กกต.กทม.ประสานเลขาฯ ศาลยุติธรรม แจงเหตุฟันผิดวินัยร้ายแรง
มติชน
19 เมษายน 2565 ( 16:34 )
43
'สราวุธ' ส่อวืดชิงผู้ว่าฯ กกต.กทม.ประสานเลขาฯ ศาลยุติธรรม แจงเหตุฟันผิดวินัยร้ายแรง

ข่าววันนี้ จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีการพิจารณาวาระผลการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายสราวุธ เบญจกุล อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานศาลยุติธรรม ในคดีโครงการปรับปรุงอาคารศาลจังหวัดพระโขนง เป็นศาลแพ่งและศาลอาญาพระโขนง วงเงิน 42.3 ล้านบาท ที่ถูกร้องเรียนถึงปัญหาว่ามีเอกชนเข้ามาดำเนินการปรับปรุงอาคารก่อนที่สำนักงานศาลยุติธรรมจะประกาศประกวดราคา และลงนามทำสัญญากับเอกชนอย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุม ก.ต. มีมติ 12 ต่อ 3 เสียง เห็นว่า นายสราวุธผิดวินัยร้ายแรง และมีมติ 8 ต่อ 7 เสียง เห็นสมควรให้ลงโทษไล่ออกราชการ เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา

 

วันนี้ เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ศาลาว่าการ กทม. นายสำราญ ตันพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม ) และ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กกต.ทถ.กทม.) ได้ประสานไปยังเลขาธิการสำนักงานเลขาธิการศาลยุติธรรม เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว เพื่อประกอบการวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากนายสราวุธ เบญจกุล เป็นหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 28 ในนามอิสระ

 

รายงานข่าวแจ้งว่า หากผลการตรวจสอบปรากฎข้อเท็จจริงแล้ว และเข้าข่ายตามมาตรา 50 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ที่ระบุว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ

 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะดำเนินการ ตาม มาตรา 56 เมื่อความปรากฏต่อ กกต.หรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือได้รับแจ้งจากบุคคลใดว่า ผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ กกต.วินิจฉัยโดยเร็ว ถ้าความปรากฏหรือได้รับแจ้งก่อนวันเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 20 วัน ให้ กกต.วินิจฉัยให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 10 วัน และถ้ามีหลักฐาน ตามสมควรว่าผู้สมัครผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ัง ให้สั่งถอนชื่อผู้น้ันออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัคร

 

ทั้งนี้ ให้นำความในมาตรา 55 วรรคสอง มาใช้บังคับกับการดำเนินการตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม การอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ตามวรรคหนึ่ง ให้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค ที่มีเขตอำนาจ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ให้เป็นที่สุด การอุทธรณ์ ดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ระงับหรือชะลอการเลือกตั้ง และให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค พิจารณา วินิจฉัย ให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง