รีเซต

“เกาะสมุย - พะงัน” ทุนต่างชาติพุ่ง 67.97% รัฐเปิดเกมรุกลุยสแกนนอมินี

“เกาะสมุย - พะงัน” ทุนต่างชาติพุ่ง 67.97% รัฐเปิดเกมรุกลุยสแกนนอมินี
TNN ช่อง16
11 พฤษภาคม 2569 ( 14:51 )
8

การลงพื้นที่ของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจตรวจราชการทั่วไป แต่สะท้อนสัญญาณสำคัญว่ารัฐบาลกำลังเปิดเกมรุกจริงจังต่อปัญหา “นอมินีต่างชาติ” ที่ฝังรากลึกอยู่ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย

หลังจากก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีเพิ่งลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พร้อมสั่งการปราบปรามผู้มีอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และธุรกิจสีเทา การขยับมาที่ “สมุย-พะงัน” จึงถูกมองว่าเป็นการต่อยอดปฏิบัติการตรวจสอบเครือข่ายทุนต่างชาติที่ใช้ช่องว่างกฎหมายเข้าครอบครองธุรกิจในพื้นที่เศรษฐกิจท่องเที่ยว

ตัวเลขธุรกิจต่างชาติถือหุ้นพุ่งเกือบ 70% ในกาะสมุย - พะงัน

ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลายเป็นตัวเลขที่น่าจับตา เมื่อพบว่านิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงันมีรวมกว่า 16,811 ราย และในจำนวนนี้ มีบริษัทที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนสูงถึง 11,426 ราย หรือ  67.97%  ของทั้งหมด

เฉพาะในเกาะพะงัน พบธุรกิจที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย ขณะที่เกาะสมุยมี 8,213 ราย จาก 12,050 ราย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เมืองท่องเที่ยวระดับโลกของไทยกำลังกลายเป็นพื้นที่ที่ทุนต่างชาติถือครองเศรษฐกิจในสัดส่วนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่รัฐบาลกำลังกังวล ไม่ใช่เพียงการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ แต่คือรูปแบบ “นอมินี” หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้ให้คนไทยดำเนินกิจการ

“นอมินี” ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

รัชดา ธนาดิเรก ระบุว่า นายกรัฐมนตรีติดตามปัญหานี้ด้วยตัวเอง พร้อมย้ำว่าการใช้นอมินีไม่ใช่แค่เรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ แต่เป็น “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” เพราะเกี่ยวข้องกับการแย่งอาชีพคนไทย รายได้ของประชาชน และโครงสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต สมุย และพะงัน เติบโตจากกระแสการท่องเที่ยวต่างชาติและการเข้ามาของนักลงทุนทั่วโลก ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร วิลลาหรู บริษัททัวร์ ไปจนถึงธุรกิจบริการหลากหลายประเภท

แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดข้อร้องเรียนเพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการไทยที่มองว่า กำลังถูกทุนต่างชาติรุกคืบและแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม หลายกรณีพบพฤติกรรมใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน แต่การบริหารจัดการจริงกลับอยู่ในมือชาวต่างชาติทั้งหมด ซึ่งเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

รัฐบาลสั่ง “สแกนทั้งประเทศ” ไม่จำกัดแค่เมืองท่องเที่ยว

รัฐบาลจึงเริ่มยกระดับมาตรการจาก “ตรวจสอบเฉพาะจุด” ไปสู่การ “สแกนทั้งประเทศ” โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบทุกพื้นที่ ไม่จำกัดเพียงภูเก็ต สมุย หรือพะงัน

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่าง “การเปิดรับการลงทุนต่างชาติ” กับ “การปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนไทย” โดยยืนยันว่าไทยยังสนับสนุนการลงทุนที่ถูกต้อง โปร่งใส และสร้างประโยชน์ต่อประเทศ แต่จะไม่ปล่อยให้ทุนสีเทา เครือข่ายนอมินี หรืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจใช้ประเทศไทยเป็นฐานหาผลประโยชน์

โจทย์ใหญ่ของไทย เมื่อทุนต่างชาติรุกเมืองท่องเที่ยว

โจทย์สำคัญหลังจากนี้ จึงไม่ได้อยู่แค่การจับกุมหรือเพิกถอนทะเบียนธุรกิจ แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายไทยสามารถรับมือกับทุนข้ามชาติที่ซับซ้อนและแฝงตัวผ่านคนไทยได้จริงหรือไม่

เพราะหากปล่อยให้โครงสร้าง “นอมินี” ขยายตัวต่อไป เมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ลงทุนของต่างชาติ แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่คนไทยค่อย ๆ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในบ้านของตัวเองทีละน้อย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง