รู้ทัน 6 กลโกงมิจฉาชีพ! 7 วัน สูญเงิน 311 ล้าน วัย 21-30 ปีตกเป็นเหยื่อสูงสุด

เปิดสถิติภัยออนไลน์ 1 สัปดาห์ เสียหายกว่า 311 ล้าน
ภัยหลอกลวงออนไลน์ยังคงสร้างความเสียหายต่อเนื่อง ล่าสุดศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติช่วงวันที่ 18-24 ตุลาคม 2569 พบมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 311 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.38% จากสัปดาห์ก่อน
ขณะที่ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีพุ่ง 24.36% เผยกลโกงลงทุนคริปโตฯ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และร้านค้าปลอมบนโซเชียลมีเดีย ครองอันดับต้น ๆ ของรูปแบบหลอกลวงที่สร้างความเสียหายสูงสุด
เปิดตัวเลขภัยออนไลน์ เสียหายพุ่ง แม้จำนวนเรื่องลดลง
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตฉอ.ตร.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ เปิดเผยสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์และผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 18-24 ตุลาคม 2569
ข้อมูลระบุว่า มีคดีรับแจ้งผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 6,220 คดี มูลค่าความเสียหาย 333 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 11-17 ตุลาคม 2569 จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 187 คดี และมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นกว่า 60 ล้านบาท
ขณะที่รายงานสรุปตัวเลขความเสียหายอีกชุดระบุว่า มีเรื่องรับแจ้งความรวม 5,610 เรื่อง ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 6.42% แต่มูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้นเป็น 311.01 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.38% โดยมีความเสียหายเฉลี่ยประมาณ 55,439 บาทต่อเรื่อง เพิ่มขึ้น 24.36%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้จำนวนเรื่องร้องเรียนบางส่วนจะลดลง แต่ความเสียหายทางการเงินยังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะคดีที่ผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินจำนวนมาก
สินค้าและบริการครองแชมป์จำนวนคดี แต่ลงทุนคริปโตฯ เสียหายหนักสุด
เมื่อจำแนกตามประเภทคดี พบว่าการหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการมีจำนวนมากที่สุด 4,693 คดี คิดเป็น 75.5% ของคดีทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ยังเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากมูลค่าความเสียหาย คดีหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุนสร้างความเสียหายสูงที่สุด รวมกว่า 90 ล้านบาท คิดเป็น 27% ของมูลค่าความเสียหายตามข้อมูลที่ศูนย์ฯ รายงาน
สำหรับกลโกงที่สร้างความเสียหายสูงสุด 6 อันดับแรก ได้แก่
1. หลอกลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี เสียหาย 58.90 ล้านบาท
2. แอบอ้างเป็นตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เสียหาย 49.13 ล้านบาท
3. ร้านค้าปลอมบนโซเชียลมีเดีย เสียหาย 47.07 ล้านบาท
4. หลอกให้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐปลอม เสียหาย 26.47 ล้านบาท
5. หลอกทำงานเสริมออนไลน์ เช่น กดไลก์และกดรับออเดอร์ เสียหาย 24.89 ล้านบาท
6. หลอกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสมัครงาน เสียหาย 15.96 ล้านบาท
กลโกงเหล่านี้มีทั้งการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการแอบอ้างหน่วยงานรัฐ การเสนอผลตอบแทนจากการลงทุน และการใช้ข้อเสนอซื้อขายสินค้าหรือทำงานออนไลน์เพื่อจูงใจให้เหยื่อโอนเงิน จึงควรตรวจสอบข้อมูลและตัวตนของผู้ติดต่อให้รอบคอบก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง
Facebook ช่องทางหลักมิจฉาชีพ เงินผ่านบัญชีธนาคารกว่า 216 ล้านบาท
ข้อมูลยังพบว่า Facebook เป็นช่องทางที่มีการแจ้งคดีมากที่สุด 3,071 คดี คิดเป็น 54.74% มากกว่า Line ซึ่งมี 516 คดี โดย Facebook สร้างมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 76.69 ล้านบาท เฉลี่ย 148,628 บาทต่อคดี
ส่วนช่องทางการโอนเงิน พบว่า จากเรื่องที่รายงานจำนวน 5,496 เรื่อง มีถึง 97.97% ที่ผู้เสียหายโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 216.37 ล้านบาท
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้มิจฉาชีพจะใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางเริ่มต้นในการติดต่อเหยื่อ แต่การโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารยังเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง ประชาชนจึงไม่ควรโอนเงินตามคำสั่งของบุคคลที่ติดต่อผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีอ้างว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อรับเงินช่วยเหลือ หรือจำเป็นต้องโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี
ผู้หญิง-วัย 21-30 ปี ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง
ข้อมูลผู้เสียหายยังพบว่า ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มที่มีผู้เสียหายสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คดีที่พบผู้เสียหายมากใน 3 อันดับแรก ได้แก่ การหลอกซื้อขายสินค้าหรือบริการ การหลอกลวงโดยแอบอ้างบุคคลอื่น และการหลอกลวงด้านการจ้างงาน
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครมีการแจ้งความ 95 คดี มูลค่าความเสียหาย 66 ล้านบาท ตามด้วยสมุทรปราการ 30 คดี เสียหาย 3.9 ล้านบาท และนนทบุรี 29 คดี เสียหาย 27.4 ล้านบาท
ประชาชนจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อซื้อสินค้าผ่านเพจที่ไม่น่าเชื่อถือ ติดต่อกับบุคคลที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ หรือสมัครงานออนไลน์ที่เสนอรายได้สูงเกินจริง รวมถึงไม่หลงเชื่อข้อเสนอที่กำหนดให้โอนเงินก่อนเริ่มงานหรือรับผลตอบแทน
เฝ้าระวังชายแดน รับคนไทยกลับจากประเทศเพื่อนบ้าน 58 ราย
นอกจากการติดตามคดีออนไลน์แล้ว เจ้าหน้าที่ยังเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนและดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ โดยตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รับตัวคนไทยที่ถูกส่งกลับจากประเทศเพื่อนบ้านรวม 58 ราย
ในจำนวนนี้เป็นคนไทยจาก สปป.ลาว 33 ราย ซึ่งให้การสอดคล้องกันว่าเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ 2 เว็บ ในนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนนำตัวดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการจัดหางาน
ส่วนคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา 25 ราย มี 14 รายให้การว่าถูกชักชวนผ่าน Facebook โดยเสนอค่าจ้างเดือนละ 15,000-30,000 บาท ขณะที่อีก 11 รายเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่บัญชีม้า
อีกกรณีหนึ่ง ตำรวจทางหลวงจับกุมผู้ต้องหาชาวไทย 1 ราย ชาวจีน 1 ราย และชาวเวียดนาม 1 ราย บริเวณทางหลวงหมายเลข 304 กิโลเมตรที่ 87 อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังผู้ต้องหาชาวไทยรับว่าจ้างขับรถแท็กซี่พาชาวจีนและชาวเวียดนามหลบหนีเข้าเมือง โดยเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาตามความผิดที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมือง
รู้ทันก่อนโอน ลดเสี่ยงตกเป็นเหยื่อ
สถิติในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัญญาณเตือนว่า ภัยออนไลน์ยังคงเปลี่ยนรูปแบบและสร้างความเสียหายได้สูง ประชาชนควรตรวจสอบร้านค้าและผู้รับเงินก่อนโอน ไม่เชื่อคำกล่าวอ้างที่ให้โอนเงินเพื่อรับเงินคืนหรือเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสสำคัญ และไม่ติดตั้งแอปพลิเคชันจากลิงก์ที่บุคคลไม่รู้จักส่งมาให้
หากสงสัยว่ากำลังถูกหลอกลวง ควรหยุดติดต่อและหยุดโอนเงินทันที พร้อมเก็บหลักฐานการสนทนา สลิปโอนเงิน และข้อมูลบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้แจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline และติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็ว
ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลคดีมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์ โดยผู้ต้องหายังคงถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
