ยุโรปอาจเผชิญหายนะทางเศรษฐกิจจากสภาพอากาศร้อนจัด

ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังหลายประเทศทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่ อุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งเกิน 40 องศาเซลเซียส ทั้งเยอรมนี เดนมาร์ก และสาธารณรัฐเช็ก ขณะที่ก่อนหน้านี้ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ก็เพิ่งทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของเดือนมิถุนายน
ทั้งที่โดยปกติ ฤดูร้อนของยุโรปมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพียง 18-30 องศาเซลเซียส แต่ปีนี้กลับร้อนกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก จากอิทธิพลของปรากฏการณ์ "โอเมก้าบล็อก" ซึ่งเป็นระบบความกดอากาศสูงที่กักเก็บมวลอากาศร้อนไว้เหนือพื้นที่เดิมเป็นเวลานาน ทำให้ความร้อนสะสมต่อเนื่องและยากที่จะระบายออก
ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสุขภาพประชาชน แต่ยังลุกลามไปยังภาคพลังงาน การคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยในฮังการี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปัคส์ต้องลดกำลังการผลิต เพราะอุณหภูมิของแม่น้ำดานูบสูงเกินมาตรฐานสำหรับใช้หล่อเย็นเครื่องปฏิกรณ์ เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วนเนื่องจากแม่น้ำอาเรอร้อนเกินไป
ส่วนฝรั่งเศสได้รับผลกระทบทั้งระบบรถไฟและการผลิตไฟฟ้า หลายพื้นที่สั่งปิดโรงเรียน ระงับกิจกรรมกลางแจ้ง และออกมาตรการดูแลประชาชนอย่างเข้มงวด ขณะที่อิตาลีประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในหลายเมือง พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบต่อผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง
ความร้อนที่รุนแรงยังทำให้ถนนบางสายทรุดตัว รางรถไฟขยายตัวจนเสี่ยงต่อความเสียหาย หลายประเทศต้องลดจำนวนเที่ยวรถไฟ เพิ่มจุดแจกน้ำ และเสริมทีมแพทย์ฉุกเฉินรองรับผู้ป่วยจากโรคลมแดด
แต่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด สิ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือ ทำไมชาวยุโรปถึงยังไม่ติดเครื่องปรับอากาศ โดยข้อมูลจาก CNN ระบุว่า บ้านในสหรัฐอเมริกาเกือบ 90% มีเครื่องปรับอากาศ ขณะที่บ้านในยุโรปมีเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ส่วนฝรั่งเศส ซึ่งเพิ่งเผชิญอุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียส มีครัวเรือนติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพียงประมาณ 1 ใน 4 หรือ 25%
เหตุผลแรก คือ "อดีตไม่เคยจำเป็น" เพราะประเทศในยุโรป โดยเฉพาะทางตอนเหนือ แทบไม่เคยเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงเหมือนปัจจุบัน ทำให้การติดตั้งเครื่องปรับอากาศไม่ใช่สิ่งจำเป็นในวิถีชีวิตของผู้คน
เหตุผลที่สอง คือ "ต้นทุน" เพราะค่าไฟฟ้าในยุโรปสูงกว่าสหรัฐฯ ขณะที่ค่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศก็มีราคาแพง ทำให้หลายครอบครัวมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือย มากกว่าสิ่งจำเป็น
เหตุผลที่สาม คือ "ข้อจำกัดของอาคาร"บ้านจำนวนมากในยุโรปสร้างขึ้นเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ก่อนยุคเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งระบบทำความเย็นจึงทำได้ยาก โดยเฉพาะอาคารประวัติศาสตร์ที่มีกฎหมายควบคุมการดัดแปลงรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเข้มงวด
และเหตุผลสุดท้าย ซึ่งอาจสำคัญที่สุด คือ "แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม" เพราะหลายประเทศในยุโรปมองว่า เครื่องปรับอากาศใช้พลังงานมากและยิ่งเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปล่อยความร้อนออกสู่ภายนอกอาคาร ทำให้เมืองมีอุณหภูมิสูงขึ้น หรือที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง"ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเลือกลงทุนกับการปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปรับปรุงฉนวนกันความร้อน และออกแบบอาคารให้ระบายอากาศได้ดี แทนการส่งเสริมให้ทุกบ้านติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อคลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นทุกปี เสียงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายก็เริ่มดังขึ้น เพราะสำหรับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วย เครื่องปรับอากาศอาจไม่ใช่เพียงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากอากาศร้อนที่คร่าชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะคลื่นความร้อนที่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น กำลังบีบให้ยุโรปต้องทบทวนแนวคิดเดิมที่ยึดถือกันมานาน เนื่องจากปัจจุบัน ยุโรปถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด
ทำให้เวลานี้แม้แต่พรรคการเมืองสายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเคยคัดค้านการใช้เครื่องปรับอากาศมาโดยตลอด ก็เริ่มปรับจุดยืน โดยมารี ตองเดอลีเย หัวหน้าพรรคกรีนของฝรั่งเศส ระบุว่าโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ดูแลผู้เปราะบางจำนวนมาก "ไม่สามารถขาดเครื่องปรับอากาศได้อีกต่อไป" เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยและการรักษาชีวิตผู้คน
ขณะที่พรรคฝ่ายค้านฝ่ายขวาอย่าง National Rally ของมารีน เลอเปน เสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนติดตั้งเครื่องปรับอากาศในโรงเรียนและโรงพยาบาลทั่วประเทศ พร้อมเสนอเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยมูลค่า 20,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 7.6 แสนล้านบาท เพื่อช่วยให้ครัวเรือนราว 30-40 ล้านหลังสามารถติดตั้งระบบทำความเย็นได้
ส่วนที่อักฤษเริ่มมีความต้องการถามหาเครื่องปรับอากาศกันมากขึ้่น ทำให้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA คาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 จำนวนเครื่องปรับอากาศในสหภาพยุโรปจะเพิ่มเป็นประมาณ 275 ล้านเครื่อง หรือมากกว่าสองเท่าของจำนวนในปี 2019
การเพิ่มขึ้นของเครื่องปรับอากาศนับร้อยล้านเครื่อง ไม่ได้หมายถึงเพียงยอดขายที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น แรงกดดันต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า และต้นทุนด้านพลังงานที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้มากขึ้น แต่ต้องทำให้เครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานน้อย และใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเครื่องปรับอากาศที่จำหน่ายในวันนี้ จะถูกใช้งานต่อเนื่องไปอีก 10-20 ปี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
