รีเซต

ทั่วโลกเผชิญอากาศสุดขั้ว ฝนระเบิด-เมฆระเบิดเกิดถี่ขึ้น

ทั่วโลกเผชิญอากาศสุดขั้ว  ฝนระเบิด-เมฆระเบิดเกิดถี่ขึ้น
TNN ช่อง16
9 กุมภาพันธ์ 2569 ( 15:15 )

ภาวะโลกร้อนกำลังผลักดันให้โลกเผชิญเหตุการณ์ฝนสุดขั้วบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น หนึ่งในนั้นคือปรากฏการณ์ “Rain Bomb” หรือฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างฉับพลันในปริมาณมหาศาลภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงจนก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มได้ง่าย สาเหตุสำคัญมาจาก “เมฆระเบิด” (Cloudburst) เมื่อความชื้นจำนวนมากถูกลมพัดมารวมตัวในพื้นที่จำกัด แล้วมีมวลอากาศเย็นหรือลมทะเลเข้ามาปะทะ ทำให้หยดน้ำในเมฆรวมตัวและตกลงมาอย่างรุนแรงในทันที โดยฝนระเบิดนั้นมักเกิดเร็วและจบไวภายใน 5-30 นาที เกิดในรัศมีแคบ ๆ ไม่เกิน 4 กิโลเมตร และมีลมกระโชกแรง แม้จะเกิดไม่นานแต่สร้างความเสียหายได้มากทีเดียว

นอกจาก Rain Bomb แล้ว โลกยังเผชิญเหตุการณ์ ฝนตกหนักสุดขั้ว (Extreme Rainfall) ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของพื้นที่นั้น ๆ อย่างชัดเจน โดยมักเป็นปริมาณน้ำฝนที่สูงที่สุดใน 5–10% ของข้อมูลที่เคยบันทึกในแต่ละภูมิภาค ปัจจัยที่ก่อให้เกิดฝนสุดขั้วมีหลายอย่าง ตั้งแต่ แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ (Atmospheric Rivers) ที่เป็นแถบความชื้นเข้มข้น พายุหมุนเขตร้อน และพายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดจากอากาศอุ่นและชื้นลอยตัวขึ้นจนสร้างฝนหนักทั้งเฉพาะจุดและครอบคลุมพื้นที่กว้าง

ผลกระทบของภาวะโลกร้อนชัดเจนขึ้น เพราะเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียง 1°C ชั้นบรรยากาศจะกักเก็บความชื้นได้เพิ่มขึ้นราว 7% ทำให้ศักยภาพในการเกิดฝนหนักรุนแรงทวีขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในเขตร้อนที่อากาศชื้น เช่น อินเดีย ออสเตรเลียตอนเหนือ และป่าแอมะซอน

งานวิจัยล่าสุดจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีออสเตรีย (ISTA) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ยืนยันว่า เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น กลุ่มเมฆและพายุในเขตร้อนจะก่อให้เกิดฝนตกหนักที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเตือนว่า ในอนาคตมนุษย์จะไม่เพียงเผชิญฝนที่ตกหนักขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะต้องรับมือกับ ช่วงแล้งที่ยาวนานและรุนแรงมากขึ้น ควบคู่กันไปด้วย

เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว หากเราเข้าใจต้นเหตุและเตรียมรับมือ เราจะสามารถลดความเสี่ยงและลดผลกระทบและความเสียหายได้ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง