รีเซต

สรุปวิกฤติ SSO Plus เว็บแอป 850 ล้าน กับคำถาม ผู้ประกันตนเสียหายวันละเท่าไร

สรุปวิกฤติ SSO Plus เว็บแอป 850 ล้าน กับคำถาม ผู้ประกันตนเสียหายวันละเท่าไร
TNN ช่อง16
30 มกราคม 2569 ( 11:12 )
49

การขัดข้องของระบบ e-Self Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 ได้กลายเป็นหนึ่งในวิกฤติบริการภาครัฐที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะต่อผู้ประกันตนที่อยู่ระหว่างว่างงาน ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์และติดตามการจ่ายเงินชดเชยได้ตามปกติ

เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งถูกจับตา เมื่อโครงการพัฒนาระบบใหม่ หรือ SSO Core มีมูลค่าการลงทุนสูงถึงราว 850 ล้านบาท แต่กลับไม่สามารถรองรับการใช้งานจริงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ

เว็บแอป 850 ล้าน คืออะไร และใครเป็นผู้รับงาน

โครงการนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โครงการปรับเปลี่ยนระบบงานประกันสังคมจากเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นระบบ Web Application (SSO Core)” ใช้งบประมาณประมาณ 848–850 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการพัฒนาระบบ

บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP เป็นผู้ชนะการประมูลหลัก โดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย ก่อนมีการลงนามสัญญาและเริ่มพัฒนาระบบตั้งแต่ปี 2564

ตามสัญญาเดิม ระบบควรส่งมอบแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2566 แต่การส่งมอบล่าช้าออกไปกว่า 150 วัน ก่อนจะมีการตรวจรับงานอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2568 พร้อมการคำนวณค่าปรับเบื้องต้นรวมราว 163 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ผ่านการตรวจรับแล้ว ระบบกลับเกิดปัญหาทันทีเมื่อเปิดใช้งานจริง


ประกันสังคมชี้แจง 2 เหตุผลหลัก

สำนักงานประกันสังคมแจกแจงสาเหตุออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ

ประการแรก ระบบไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า High Load ทำให้ e-Self Service และ SSO Plus ขัดข้องตั้งแต่วันแรก

ประการที่สอง คือปัญหาข้อมูลค้างท่อจากช่วงปิดระบบปีใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ส่งผลให้ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่สามารถตรวจสอบสถานะหรือรับเงินได้ตามกำหนด

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า สปส.ระดมเจ้าหน้าที่กว่า 100 คน ทำงานนอกเวลา เร่งคีย์ข้อมูลและอนุมัติสิทธิ ตั้งเป้าดำเนินการประมาณ 35,000 รายต่อวัน และประเมินว่าจะเคลียร์ข้อมูลค้างทั้งหมดภายใน 7–10 วัน หรือราววันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

พร้อมกันนี้ สปส.เปิดเผยแผนสำรอง หากระบบยังไม่เสถียรภายใน 1 สัปดาห์ ได้แก่ การจัดซื้อฐานข้อมูล Oracle เพิ่มเติม หรือการย้อนกลับไปใช้ระบบเดิม SAPIENS ซึ่งเป็นระบบเมนเฟรมที่ใช้งานมานานหลายสิบปี

แนวทางดังกล่าวนำไปสู่คำถามจากหลายฝ่ายว่า เหตุใดระบบใหม่ที่ลงทุนไปแล้วกว่า 850 ล้านบาท ยังต้องพิจารณาเพิ่มงบประมาณหรือถอยกลับไปพึ่งพาระบบเก่า


แต่ละวันที่ผ่านไป ผู้ประกันตนเสียหายแค่ไหน

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่อยู่ระหว่างว่างงาน ซึ่งมีสิทธิรับเงินชดเชยสูงสุดที่ถูกกล่าวถึงในข่าวประมาณเดือนละ 9,000 บาท

หากคำนวณในเชิงสภาพคล่องแบบรายวัน เทียบเท่าประมาณ 300 บาทต่อคนต่อวัน นั่นหมายความว่า

  • หากมีผู้ว่างงานที่เงินล่าช้า 10,000 คน จะเกิดเงินที่ควรหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 3 ล้านบาทต่อวัน

  • หากเป็น 50,000 คน ตัวเลขจะขยับเป็นประมาณ 15 ล้านบาทต่อวัน

  • และหากสูงถึง 100,000 คน ความเสียหายด้านกระแสเงินสดจะอยู่ที่ราว 30 ล้านบาทต่อวัน

นี่ยังไม่รวมต้นทุนแฝงอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทางไปติดต่อสำนักงานแทนระบบออนไลน์ ค่าเสียเวลา ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของครัวเรือน และผลกระทบทางจิตใจจากความไม่แน่นอนในการเข้าถึงสิทธิ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกวันที่ระบบยังไม่กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ คือวันที่เงินหลายล้านบาทยังไม่สามารถไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระดับครัวเรือนได้ตามจังหวะปกติ

วิกฤติที่ลามไปถึงความโปร่งใสของโครงการ

ปัญหา SSO Plus ยังขยายไปสู่คำถามด้านการบริหารโครงการ ตั้งแต่โครงสร้างราคาประมูลที่ใกล้เคียงราคากลางอย่างผิดสังเกต ระยะเวลาส่งมอบที่ล่าช้า ค่าปรับที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ไปจนถึงภาระค่าใช้จ่ายระบบเก่า SAPIENS ซึ่งยังต้องจ่ายปีละราว 265 ล้านบาท

ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่ข้อถกเถียงว่า ใครควรเป็นผู้รับต้นทุนจากความล่าช้าและความไม่พร้อมของระบบ ระหว่างผู้รับจ้าง หน่วยงานรัฐ หรือผู้ประกันตนซึ่งเป็นเจ้าของเงินสมทบตัวจริง 




ข้อมูลจาก

สำนักงานประกันสังคม (สปส.)

กระทรวงแรงงาน

คณะกรรมการประกันสังคม

ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง