ศธ.เผย น.ร.ฉีดวัคซีนแล้ว 2.5 ล้าน สธ.ชี้เปิดเรียนมีโอกาสติดเชื้อใน ร.ร.ขออย่ากังวล มีมาตรการควบคุม

ศธ.เผย น.ร.ฉีดวัคซีนแล้ว 2.5 ล้าน สธ.ชี้เปิดเรียนมีโอกาสติดเชื้อใน ร.ร.ขออย่ากังวล มีมาตรการควบคุม
มติชน
28 ตุลาคม 2564 ( 14:16 )
18
ศธ.เผย น.ร.ฉีดวัคซีนแล้ว 2.5 ล้าน สธ.ชี้เปิดเรียนมีโอกาสติดเชื้อใน ร.ร.ขออย่ากังวล มีมาตรการควบคุม

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าว “ความพร้อมเปิดเรียนภาคที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของสถานศึกษาในสังกัด ศธ. วันที่ 1 พฤศจิกายน” โดยมีน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย เข้าร่วม  ว่า จากข้อมูลวันที่  26 ตุลาคม การฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัด ศธ. มีดังนั้น ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 782,010 ราย แบ่งเป็น ครู 576,748 ราย บุคลากร 205,262 ราย ฉีดเข็มที่ 2 จำนวน 522,133 ราย แบ่งเป็น ครู 363,749 ราย บุคลากร 158,384 ราย ยังไม่ได้รับวัคซีน 112,377 ราย แบ่งเป็น ครู 88,735 ราย บุคลากร 23,642 ราย ส่วนภาพรวมจำนวนนักเรียนที่ฉีดวัคซีน จากข้อมูลวันที่ 27 ตุลาคม มีดังนี้ นักเรียนประสงค์ฉีดวัคซีน 3,817,727 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 2,544,267 ราย คิดเป็น 66.64%

 

 

ด้านนพ.โอภาส กล่าวว่า การฉีดวัคซีน เป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้เราสามารถอยู่กับโควิด-19 ได้ เพราะวัคซีนสามารถป้องกันการป่วยหนัก ป้องกันการเสียชีวิตได้ดี ดังนั้นถ้าเด็กได้รับวัคซีนแม้จะติดเชื้อแต่จะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิต จากข้อมูลขณะนี้ทราบวันมีผู้ปกครองทยอยแจ้งความประสงค์ให้นักเรียนฉีดวัคซีนเพิ่มเติมกว่า 500,000 คน เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่จะจัดหาวัคซีนให้นักเรียนต่อไป ส่วนประเด็นที่ผู้ปกครองกังวลใจถึงผลข้างเคียงการฉีดวัคซีนอาจจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งผลข้างเคียงนี้สามารถเกิดขึ้นได้ แต่โอกาสที่เกิดมีน้อย และรักษาหายได้

 

“ส่วนเด็กอายุ 3-11 ขวบ จากข้อมูลล่าสุดที่ผมทราบ มีหลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีนให้เด็กประถมศึกษาแล้ว ขณะนี้ สธ.อยู่ระหว่างเร่งให้บริษัทที่เกี่ยวข้องมาขึ้นทะเบียนวัคซีนกับสำนักงานคณะกรรมกาอาหารและยา (อย.) หาก อย.อนุญาตให้ฉีดวัคซีนในเด็กประถมได้ ก็จะจัดเตรียมวัคซีนฉีดเด็กทันที เชื่อว่าอีกไม่นานจะสามารถดำเนินการฉีดให้เด็กได้” นพ.โอภาส กล่าว

 

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามเมื่อเปิดเรียนแล้ว โอกาสติดเชื้อในโรงเรียนมีแน่นอน ขออย่ากังวลในส่วนนี้ เพราะเมื่อเปิดเรียนแล้วทาง ศธ..และสธ. มีมาตรการสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และที่ผ่านมา 2 ปี ไม่เคยมีการระบาดใหญ่ในโรงเรียนแล้วกระจายสู่ชุมชนอย่างกว้างขวาง เพราะนักเรียนจะอยู่ในพื้นที่ของตน ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปอย่างรวดเร็วจนทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ ดังนั้น อย่าไปนั่งนับว่าโรงเรียนมีการติดเชื้อกี่แห่งหลังจากเปิดเรียนแล้ว ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเมื่อเกิดการติดเชื้อว่าสถานศึกษาสามารถควบคุมได้

 

นพ.สราวุฒิ  กล่าวว่า ขอให้โรงเรียนดำเนินการตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม  และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถาน

ศึกษา (ประเภทไป-กลับ) สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมาก ขอให้โรงเรียนนำไปปฏิบัติเพื่อสร้างความปลอดภัยให้นักเรียนต่อไป ส่วนการใช้ ATK สุ่มตรวจนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเฝ้าระวังนั้น คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาในการใช้ ATK กับสถานศึกษา เบื้องต้นจะทำการสุ่มตรวจในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด คือพื้นที่สีแดงเข้ม และพื้นที่สีแดง โดยจะสุ่มตรวจประมาณ 20% ขอนักเรียน ครู และบุลากรทางการศึกษา

 

 

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.มีนักเรียนที่ดูแลกว่า 5 ล้านคน การเปิดเรียนนั้น สพฐ.จะใช้โรงเรียนเป็นฐานในการประเมินสถานการณ์ว่าจะเปิดเรียน On Site ได้หรือไม่ ซึ่ง สพฐ.มีเป้าหมายว่าจะทำอย่างไรให้โรงเรียนมีความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง จากการทำงานตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา สพฐ.จะมุ่งไปที่การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนและเด็ก บุคลากรทางการศึกษา วันที่ 1 พฤศจิกายนจะเป็นการเปิดเรียนพร้อมกันทั่วประเทศ ส่วนโรงเรียนรูปแบบ On Site ได้หรือไม่ โรงเรียนต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

 

“อย่างไรก็ตาม แม้โรงเรียนจะเปิดเรียนรูปแบบ On Site แต่ไม่ได้บังคับให้นักเรียนทุกคนมาเรียนในโรงเรียน การมาเรียนในโรงเรียนขึ้นอยู่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของนักเรียนและผู้ปกครอง นักเรียนคนใดไม่ต้องการมาโรงเรียน โรงเรียนต้องจัดการศึกษารูปแบบอื่นรองรับด้วย จากการรวบรวมข้อมูลมีโรงเรียนเสนอให้คณะกรรมการโรติดต่อจังหวัดพิจารณาอนุมัติเปิดเรียน On Site ประมาณ 80% แล้ว แต่ได้รับกาารอนุมัติให้เปิดประมาณ 12,000 แห่ง ส่วนกิจกรรมที่จะทำในโรงเรียน เช่น กีฬา การเข้าค่าย ถ้าสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ขอให้เลือกที่จำเป็นจริงๆ และจำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมต้องไม่เกิน 25 คน ดังนั้นการดำเนินการต่างๆ ขอให้โรงเรียนยึดความปลอดภัยของนักเรียนเป็นหลัก” นายอัมพร กล่าว

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง