รีเซต

เจาะสเปกรถทหาร บรรทุกหนักได้แค่ไหน? ซดน้ำมันเท่าไหร่ จะมาแทนรถบรรทุกได้หรือ?

เจาะสเปกรถทหาร บรรทุกหนักได้แค่ไหน? ซดน้ำมันเท่าไหร่ จะมาแทนรถบรรทุกได้หรือ?
มติชน
19 พฤศจิกายน 2564 ( 12:47 )
35
เจาะสเปกรถทหาร บรรทุกหนักได้แค่ไหน? ซดน้ำมันเท่าไหร่ จะมาแทนรถบรรทุกได้หรือ?

วิกฤตน้ำมันแพงปีนี้ส่งผลกระทบหนักจริงๆ โดยเฉพาะในสังคมไทย ล่าสุดแวดวงขนส่ง รถบรรทุก เดือดร้อนหนักจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น   แทนที่โควิดลดลงจะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก เร่งธุรกิจฟื้นคืน กลับต้องสะดุด เพราะราคาน้ำมันแพงมาก จึงประท้วงขอให้รัฐบาลลดภาษีบางตัวลงบ้าง เพื่อช่วยเหลือแวดวงการขนส่งสินค้าบริการ

 

แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีทีท่าตอบรับ ออกไปในแนวปฎิเสธเสียงเรียกร้องซะมากกว่า มิหนำซ้ำ นายกรัฐมนตรี ยังผุดนโยบาย สั่งให้หน่วยทหารเตรียมพร้อม หวังใช้รถทหาร ออกมาช่วยผู้ประกอบการหาก กลุ่มธุรกิจขนส่งหยุดงานประท้วงจริงๆ

 

เล่นเอาหน่วยทหารต่างๆ ต้องบิดกุญแจ สตาร์ทรถ เอามาจอดเรียง ทำพิธีตรวจความพร้อม เช็คสภาพ พร้อมประกาศ เด้งรับดำเนินการตามนโยบายของนายกฯ มีรถให้ใช้ 3,700 คัน งานนี้ เล่นเอา วงการรถบรรทุกที่กำลังเดือดดาลอยู่แล้ว คับแค้นเข้าไปใหญ่ เพราะนอกจากรัฐบาลไม่คุย ไม่เจรจา ท่าทีทางการข่าวยังดูเหมือน ไม่แคร์ ถ้าหยุดวิ่ง ก็ไม่กลัว รถทหารก็มี จนล่าสุดฝ่ายรถขนส่งออกมาท้า ให้เอารถทหารวิ่งจริงๆไปเลย อยากจะรู้ จะวิ่งได้ซักกี่วัน

 

วันนี้ยานยนต์มติชนเลยขอพาไปรู้จักกับ คุณลักษณะของรถบรรทุกของทหาร คันที่ออกมาโชว์กันดีกว่า ว่าเป็นอย่างไร รถบรรทุกสีเขียวทหาร 4 ล้อ ยกสูงคัน ยี่ห้อ อีซูสุ แบบ FTS 33 H2E (4X4) เป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นรถส่วนใหญ่ที่ประจำการอยู่ในกองทัพไทยมานาน ทดแทนรถรุ่นเก่าที่เคยใช้มานาน รุ่นนี้คนไทยคุ้นเคยกันดี ประจำการอยู่หลายพันคันทั่วประเทศ

 

เป็นรถ 4 ล้อยกสูง เครื่องยนต์อีซูซุดีเซล ซูเปอร์คอมมอนเรล 7,790 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 240 แรงม้า ที่ 2,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 706 นิวตัน-เมตร ที่รอบต่ำเพียง 1,450 รอบ/นาที

 

ดัดแปลงเป็นรถใช้งานในการทหารโดนเฉพาะ รุ่นนี้หัวเก๋งกว้าง 2 เมตร 48 เซนติเมตร จากซ้ายถึงขวา ไฟหน้าเป็นไฟมัลติรีเฟกเตอร์ ปัดน้ำฝนสามก้านพร้อมมือจับ กันชนเป็นกันชนพิเศษ เป็นเหล็กแข็งแรง พร้อมเหล็กลากจูง ล้อกระทะขอบ 20 ถังน้ำมันจุ 200 ลิตร  แชสซีรูปตัวซีขนาดใหญ่ ท่อไอเสียออกด้านข้าง เบรกเป็นเบกไฮดรอลิก พร้อมหม้อลม

 

 

ในวารสาร ข่าวทหารสรรพาวุธ ฉบับประจำเดือน ม.ค.54 เขียนถึงรถรุ่นนี้ไว้ว่า เป็น รถยนต์บรรทุก ขนาด 2 ตันครึ่ง แบบ FTS 33 H2E (4X4) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก ทบ. เพื่อใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการจัดหายุทโทปกรณ์มาใช้ใน ทบ. ซึ่ง รยบ. ขนาด 2 ตันครึ่ง ตันเป็น รยน. ที่มีคุณลักษณะความต้องการของกองทัพบก เหมาะสำหรับใช้ในการลำเลียงพร้อมสัมภาระทางทหารไม่น้อยกว่า 12 นาย รวมทั้งสามารถลากจูงยุทโรปกรณ์ โดยขับเคลื่อนไต้พร้อมกันทั้ง 4 ล้อ ลงน้ำลึกได้ 80 เซนติมตร ทำให้มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ทั้งบนทางราบและทางในภูมิประเทศ สะดวกต่อการซ่อมบำรุง โดยยานยนต์ประเภทนี้จะแจกจ่ายให้กับหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกที่ยังขาดอัตราการจัด และทดแทนยุทโธปกรณ์เดิมทีมีอายุการใช้งานมานาน

 

ในสมุดรายการสิ่งอุปกรณ์ทางทหารประเภทใช้ร่วมยานยนต์ทหาร กรมส่งกำลังบำรุงทหาร  เขียน คุณลักษณะรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไว้ว่า  รถยนต์บรรทุก ขนาด 2 ตันครึ่ง อีซูซุ เป็นยานพาหนะประเกทรถช่วยรบ ใช้สำหรับบรรทุกสัมภาระและกำลังพล เป็นยุทโธปกรณ์ที่มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่สูง ลักษณะพลประจำรถ 2 นาย

 

 

ความยาว 7,200 มม. ความกว้าง 2,490 มม. ความสูง 3,145 มม. เครื่องยนต์ อีซูชุ ตีเซล 6HK1-TCN 4 จังหวะ, 24 วาล์ว, 6 กระบอกสูบ, ระบายความร้อนด้วยน้ำ, ไอเวอร์เอคแคมชาฟท์, ไดเร็คอินเอคชั่น, มาตรฐาน EURO III กำลังม้าสูงสุด 240 แรงม้าที่ 2,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 72 กก. แรงม้าที่ 1,450 รอบต่อนาที หรือ 706 นิวตันเมตร

 

ระบบคลัทช์ แบบแห้งแผ่นเดียว เครื่องเพิ่มเพลาขับ (TRANSFER CASE)2 ความเร็ว (HI-LOW) เครื่องเปลี่ยนความเร็; (TRANSMISSION) 6 ความเร็วเดินหน้า 1 ความเร็วถอยหลัง  ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ 12 โวล์ท 100 แอมแปร์-ชม. จำนวน 2 หม้อ ต่อแบบอนุกรม เครื่องกำเนิดไฟ 24 โวล์ท 60 แอมแปร์ ล้อและยาง กระทะล้อ ขนาด 11.00×20 น็อตล้อ 10 ตัว ล้อยาว ชนิดไม่ใช้ยางใน ขนาด 365/80 R20 ระบบเบรก เบรกหลัก แบบแอร์ไอเวอร์ไฮครอลิก เบรกมือ แบบขยายตัวภายใน เบรกช่วย แบบเบรกไอเสีย

 

สมรรถนะ น้ำหนักรถรวม 12,200 กก. น้ำหนักบรรทุกบนท้องถนน 5,000 กก. น้ำหนักบรรทุกในภูมิประเทศ 2,500 กก. ความสามารถในการลากจูง 3,000 กก. ไต่ลาดชันได้ 60% มุมถึงลาด 35 องศา มุมจากลาด 30 องศา ลุยน้ำได้ลึก 80 เซนติเมตร ระยะปฎิบัติการ 800 กิโลเมตร เกณฑ์สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 4 กม./ ลิตร ความเร็วสูงสุดบนท้องถนน 97 กม/ชม.

 

ทั้งนี้ถ้าเราดูข้อมูลจากกรมส่งกำลังบำรุงทหาร รถดังกล่าว มีเกณฑ์อัตราการซดน้ำมันอยู่ที่ 4 กม./ ลิตร หากคำนวณราคาน้ำมันปัจจุบัน (18 พ.ย.) ดีเซล B7 ลิตรละ 29.74ดีเซล B10 ลิตรละ 29.59 บาท ดีเซล B20 ลิตรละ 29.49 บาท หรือโดยรวม ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ราวๆเกือบ 30 บาท  คิดเป็นอัตราเฉลี่ยต้นทุนการใช้รถดังกล่าวในการขนส่งเรียกว่าแทบจะไม่คุ้ม เพราะไม่สามารถเปรียบเทียบกับรถบรรทุกปกติได้เลย ที่สามารถขนของได้หลัก 20-30 ตัน หรือมากกว่านั้น ขณะที่รถของทหาร สามารถบรรทุกของบนท้องถนนธรรมดาได้เพียง 5 ตัน หรือ 2.5 ตัน ในสภาพภูมิประเทศ เท่านั้น โดยเฉพาะความสามารถในการลากจูงเพียง 3,000 กิโลกรัมเท่านั้น ยิ่งรถดังกล่าวถูกออกแบบมาให้เป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ไม่ได้ออกแบบมาให้บรรทุกหนักมากได้ ในเอกสารกรมส่งกำลังบำรุงทหาร ระบุ คุณลักษณะไว้ว่า  เหมาะสำหรับใช้ในการลำเลียงพร้อมสัมภาระทางทหาร เน้นความคล่องตัวตามแบบรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ตามยุทธวิธีมากกว่า หากเอามาบรรทุก คงทำได้เพียงบรรเทาแบ่งเบาชั่วคราว ขนส่งของที่ไม่หนักมาก เพราะมันกินน้ำมันเยอะ แถมขนได้น้อยกว่าที่รถบรรทุกปกติทำได้  หากใช้ระยะยาวคงไม่ดีแน่ เพราะรถดังกล่าวไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบรรทุกหนักนั่นเอง  

นี่ยังไม่ได้พูดเรื่องบุคลากรที่ขับขี่ที่ต้องชำนาญในการขนส่งสินค้าแต่ละประเภทอีกด้วย

 

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง