สรุปปฏิบัติการฟันขบวนการกักตุนน้ำมัน แฉดีเซลหายระนาว-เงินหมุนนอมินีเฉียด 3,000 ล้าน

รัฐเปิดปฏิบัติการตรวจสอบขบวนการกักตุนน้ำมัน
รัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันบางส่วน หลังพบพฤติกรรมกักตุนน้ำมันและประวิงเวลาจำหน่ายในช่วงวิกฤตพลังงานเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางและมีผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
การแถลงข่าวครั้งนี้นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต และกรมการค้าภายใน
ชี้น้ำมันหายจากระบบกว่า 29 ล้านลิตร
ผลการตรวจสอบพบว่า ช่วงวันที่ 20–25 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 บางรายที่มีสถานีบริการน้ำมันของตนเอง มีพฤติกรรม “ประวิงเวลา” การจำหน่ายน้ำมัน แม้ในระบบจะยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ
หน่วยงานรัฐระบุว่า ปริมาณน้ำมันดีเซลหายไปจากระบบสะสมกว่า 29.2 ล้านลิตร หรือประมาณ 20.2% ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในหลายพื้นที่ และประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนัก
พล.ต.อ.ธัชชัย เปิดเผยว่า แม้ช่วงต้นเดือนมีนาคม ประเทศไทยจะมีน้ำมันสำรองในคลังเกือบ 600 ล้านลิตร ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านลิตร ซึ่งยังถือว่าเพียงพอต่อการบริโภค แต่กลับพบว่าผู้ค้าน้ำมันบางรายลดการจ่ายน้ำมันออกจากคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างผิดสังเกต
จากเดิมที่ควรจ่ายน้ำมันเฉลี่ยวันละประมาณ 48 ล้านลิตร แต่ในช่วงวิกฤตกลับลดลงเหลือเพียงประมาณ 24% และบางวันต่ำกว่านั้น
พบกักน้ำมันบนเรือกว่า 50 ล้านลิตร
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า มีการกักตุนน้ำมันระหว่างขนส่ง ทั้งทางเรือและทางรถ เพื่อรอจังหวะที่ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น
ข้อมูลระบุว่า มีเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ 23 เที่ยว จากทั้งหมด 257 เที่ยว ที่มีพฤติกรรมประวิงเวลาไม่นำน้ำมันส่งเข้าคลังตามกำหนด คิดเป็นปริมาณน้ำมันกว่า 50.8 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 380 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังพบการขนส่งน้ำมันทางรถอีก 662 เที่ยว ที่ไม่มีการระบุปลายทางอย่างชัดเจน รวมปริมาณน้ำมันกว่า 2.1 ล้านลิตร ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกักเก็บน้ำมันในสถานที่อื่นเพื่อเก็งกำไร
เตรียมเอาผิดทั้งคลังน้ำมัน เรือขนส่ง และโรงกลั่น
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เกี่ยวข้องในหลายข้อหา ทั้ง
ความผิดฐาน “ประวิงการจำหน่าย” ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐาน “ใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน” ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะเดียวกัน DSI เตรียมขยายผลไปถึงโรงกลั่นน้ำมัน หลังกรมธุรกิจพลังงานเตรียมเข้าแจ้งความเอาผิดเพิ่มเติม
รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเด็ดขาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินคดีโดยไม่ละเว้นผู้ใด
DSI ขยายผล 4 คดีใหญ่
พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า DSI อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ 4 กรณีสำคัญ ได้แก่
คดีกักตุนน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
คดีปลอมปนน้ำมันและขยายผลหาผู้บงการ
คดีตรวจสอบความผิดปกติการขนส่งน้ำมันทางเรือจากภาคตะวันออกไปภาคใต้
การเข้าตรวจค้นสถานประกอบการเกี่ยวกับน้ำมันรวม 7 จุด
กรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติในการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงถึง 2.16 ล้านลิตร สูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับช่วงที่ประชาชนตื่นตระหนกและมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวม 6 ครั้ง รวมกว่า 11.50 บาทต่อลิตร
DSI คาดว่า ภายในประมาณ 10 วัน จะสามารถสรุปผลสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องได้
พบเส้นทางเงินโยง “นอมินี” หมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท
อีกประเด็นสำคัญ คือคดีปลอมปนน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ซึ่ง DSI ระบุว่า ขณะนี้พบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง ที่ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยตรง
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นและกรรมการบางรายเข้าข่ายเป็นเพียง “ตัวแทนอำพราง” หรือ นอมินี
เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาจมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท และอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขยายผลดำเนินคดี
พลังงานชี้เงินอุดหนุนรัฐถูกใช้เก็งกำไร
นายเอกนัฏ กล่าวว่า เดิมเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่า ผู้ค้าน้ำมันบางส่วนกลับนำส่วนต่างราคาที่รัฐอุดหนุนไปใช้กักตุนและเก็งกำไรแทนการกระจายน้ำมันสู่ตลาด
กระทรวงพลังงานจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหาย พร้อมเตรียมรวบรวมข้อมูลผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนหรือประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมัน เพื่อพิจารณาเรียกค่าเสียหายคืนเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะติดตามดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสหากำไรจากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤตอีก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
