รีเซต

QUICK ประเดิม mai สุดปัง  ปิดเหนือจองทะยาน 25.66%

QUICK ประเดิม mai สุดปัง  ปิดเหนือจองทะยาน 25.66%
ทันหุ้น
22 ตุลาคม 2569 ( 01:50 )

บริษัท ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ QUICK เข้าซื้อขายวันแรก ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วานนี้ (21 ต.ค. 2569) โดยมีราคาเปิดซื้อขายที่ 6.10 บาท เพิ่มขึ้น จากราคาไอพีโอ ที่ 5.65 บาท ระหว่างวันราคาปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 7.15 บาท  ก่อนกลับมาปิดตลาดที่ระดับ 7.10 บาท เพิ่มขึ้น +1.45 หรือ +25.66%

นายไพศาล แซ่ลี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ QUICK เปิดเผยว่า ราคาเปิดการซื้อขายวันแรกของบริษัทสามารถสูงกว่าราคาไอพีโอได้ เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นจากที่บริษัทมีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning : ERP)   และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากกว่า 20 ปี และมีผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้และกำไรมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 20%  ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

@ครึ่งหลังไฮซีซัน

สำหรับรายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 จะเติบโตกว่าครึ่งปีแรกที่มีรายได้ 166.81 ล้านบาท เนื่องจากปกติในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นไฮซีซันของธุรกิจ เพราะมีลูกค้ารายใหม่เข้ามา และลูกค้าเดิมจะมีการใช้งานที่เพิ่ม จึงทำให้ภาพรวมทั้งปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตได้ระดับ 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ 301.44 ล้านบาท

ส่วน ปี 2570 คาดว่ารายได้จะมีการเติบโตกว่า 20% เนื่องจากบริษัทมีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าเข้าไปในกลุ่มเฮลธ์แคร์มากขึ้น เช่น โรงพยาบาลเฉพาะทาง  โรงงานผลิตยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ฯลฯจากปัจจุบันที่ลูกค้าส่วนใหญ่ประมาณ 50% อยู่ในอุตสาหกรรมโรงงาน ค้าปลีก 20% บริการ 20% และ โลจิสติกส์ 10% และบริษัทจะเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเองมากขึ้น เช่น โซลูชัน IOT AI ฯลฯ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม 

@ขยายเครือข่าย

รวมถึงมีการทีมขายและสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ขึ้นมาเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่บริษัทพัฒนาเองมากขึ้น โดยถือเป็น New Growth Engine ตัวใหม่ ที่จะเริ่มสร้างรายได้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป นอกจากนี้บริษัทจะมีการขายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Partner Network) เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ด้านเทคโนโลยี โดยให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ระดับโลก (Global Technology Partner) หรือผู้ให้บริการระบบอุตสาหกรรมขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ (ProductPortfolio) ของบริษัทให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น

นายไพศาล กล่าวว่า จากที่บริษัทจะเน้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เองมากขึ้น บริษัทตั้งเป้าภายใน 3-4 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้จากกลุ่ม IOT และAI เพิ่มเป็น 30-35% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 15%  ส่วนรายได้จากระบบ ERP จะลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 85% ของรายได้รวม

@รุกไซเบอร์ซีเคียวริตี้

อย่างไรก็ตามจากที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้โลกหันมาให้ความสำคัญเรื่อง ระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ มากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้บริษัทเพิ่งเริ่มมีการทำบ้างแต่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญมากนัก บริษัทจึงมีแผนที่จะเปิดหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจดังกล่าวของบริษัทมากขึ้น

บริษัทจะนำเงินระดมทุนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 164.42 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ทยอยลงทุนขยายธุรกิจในช่วง 3 ปี จากนี้ (2570-2572) ไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชัน การพัฒนาโครงการฝึกอบรมบุคลากรทั้งภายในและภายนอกผ่าน Academy & Talent Pool Program การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนรองรับการขยายธุรกิจ  โดยปี 2570 คาดว่าจะใช้ประมาณ 20 ล้านบาท กระจายใน 4 ส่วนดังกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง