รัฐบาลเปิดโซลาร์ภาคประชาชน อัดฉีด 7 หมื่นล้าน หนุนครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท

#ทันหุ้น รัฐบาลเปิดโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” หนุน 5 หมื่นบาท 1 ล้านครัวเรือน ใช้งบรวมกว่า 7 หมื่นล้าน คาดลดค่าไฟกว่า 2.45 หมื่นล้านบาทต่อปี เปิดทางขายไฟส่วนเกินสร้างรายได้ ลงทะเบียนได้ถึง 30 ม.ค.70
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” โดยมีคณะรัฐมนตรี และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเป็นแนวทางที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศโดยโครงการโซลาร์ภาคประชาชนไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แต่เป็นการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้เป็นโอกาสของประชาชน เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งผลิตพลังงานเปลี่ยนภาระค่าไฟฟ้าเป็นเงินออมของครอบครัว และเปลี่ยนบทบาทของผู้ใช้พลังงานให้มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานของประเทศ
รัฐบาลตั้งเป้าหมายสนับสนุนประชาชนจำนวน 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วยตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนวงเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน
นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว ประชาชนยังสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่ครัวเรือน ทำให้โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นมาตรการด้านเศรษฐกิจและสังคมที่จะช่วยเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย สร้างเงินออม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
จากการประเมินเบื้องต้น โครงการมีศักยภาพในการช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนรวมกันได้มากกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวจะหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนทั่วประเทศ
ยอดลงทะเบียน 1 ชม.แรกพุ่ง 7 พันราย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า มาตรการนี้เป็นการต่อยอดจากมาตรการลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากร เพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้ไม่อยู่ในฐานภาษีสามารถเข้าถึงการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ได้ โดยโครงการมีโควตาทั้งหมด 1 ล้านสิทธิ์ ซึ่งทันทีที่เปิดให้ลงทะเบียนเพียง 1 ชั่วโมงเศษ มีประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนแล้วประมาณ 6,000 ถึง7,000 คน
ยกระดับ Smart Grid รองรับพลังงานหมุนเวียน 10,000 เมกะวัตต์
นอกเหนือจากการอุดหนุนระดับครัวเรือน รัฐบาลยังลงทุนยกระดับระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั้งระบบ ผ่านการติดตั้ง Smart Meter และระบบ Smart Grid โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เตรียมความพร้อมของระบบให้สามารถรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ได้สูงสุดถึง10,000 เมกะวัตต์
สำหรับประชาชนที่เคยติดตั้งโซลาร์เซลล์ไว้ก่อนหน้านี้ ก็สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบผ่านการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้เช่นกัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวทางนำพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินในระบบไปรองรับการใช้งานของกลุ่ม Data Center ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย
บูรณาการรีสกิลแรงงานกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 5 ล้านคน
เขากล่าวด้วยว่า ด้านการพัฒนาบุคลากร รัฐบาลได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดหลักสูตรอบรมทักษะ (Re-skill) ด้านการประกอบและติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อรองรับความต้องการแรงงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
โดยกระทรวงการคลังจะส่งรายชื่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงผู้ที่หลุดจากสิทธิ์ ซึ่งมีอายุระหว่าง 20–60 ปี รวมกว่า 5 ล้านคน ให้แก่กระทรวงแรงงาน นำเข้าร่วมการฝึกอบรมพัฒนาทักษะ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว
จัดแพ็กเกจราคาติดตั้งรวม 1.4 แสนบาท
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า โครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนตั้งเป้าหมายสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเรือน บนพื้นดิน และลอยน้ำจำนวน 1 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ภายใต้การช่วยเหลือจากภาครัฐที่อุดหนุนเงินจำนวน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน ผ่านการจัดชุดแพ็กเกจมาตรฐานราคา 140,000 บาท ซึ่งใช้อุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากการไฟฟ้า
ทั้งนี้ จะมีสถาบันการเงินของรัฐ เข้าร่วมปล่อยสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขเดียวกันทั้ง 3 ธนาคาร ได้แก่ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ในอัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปี
“ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้เงินสดของตนเองในวันแรกของการติดตั้ง โดยเมื่อระบบเริ่มดำเนินการธนาคารจะเบิกเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 50,000 บาทเป็นรอบเดือนเพื่อนำไปลดยอดหนี้คงค้าง ทำให้ภาระหนี้กู้จริงของประชาชนลดลงเหลือเพียง 90,000 บาทเท่านั้น”
อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ที่มีกำลังทรัพย์และเลือกชำระเงินสดเอง จะจ่ายเงินให้แก่ผู้ติดตั้งตามราคาแพ็กเกจและสามารถขอรับเงินอุดหนุน 50,000 บาทคืนตรงจากภาครัฐผ่านระบบพร้อมเพย์
ส่วนในเชิงความคุ้มค่าของประชาชนนั้น ประเมินว่าโครงการนี้ เหมาะสำหรับบ้านเรือนที่มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตั้งแต่ 3,500-4,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ซึ่งหากมีค่าไฟฟ้าต่ำกว่าระดับนี้อาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ตัวอย่างการคำนวณกรณีบ้านที่จ่ายค่าไฟฟ้าปกติเดือนละ 4,000 บาท เมื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ จะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวันคิดเป็นสัดส่วน 40% ช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 1,100-1,200 บาทต่อเดือน
ขณะที่พลังงานไฟฟ้าส่วนเกินอีก 60% สามารถขายคืนเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าได้ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย คิดเป็นรายได้เสริมอีกกว่า 700 บาทต่อเดือน รวมประโยชน์จากการประหยัดค่าไฟและการขายไฟคืนอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาทต่อเดือน เมื่อนำไปหักลบกับค่างวดผ่อนชำระสินเชื่อธนาคารซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,100 บาทต่อเดือน จะทำให้ค่าไฟฟ้าสุทธิที่ประชาชนต้องจ่ายจริงลดลงเหลือเพียง3,200-3,300 บาทต่อเดือน หรือประหยัดทันทีประมาณ 700 บาทต่อเดือนตลอดช่วงระยะเวลาการผ่อน
ทั้งนี้ หลังจากผ่อนชำระครบกำหนด 7 ปีแล้ว ภาระผ่อนสินเชื่อจะหมดไป ทำให้เงินที่ประหยัดได้ทั้งหมดประมาณ 1,100 บาทต่อเดือน ตกเป็นประโยชน์ของครัวเรือนโดยตรงไปตลอดอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ที่เหลืออีกราว 13 ปี จากอายุการใช้งานเฉลี่ยรวม 20 ปี
ขอสินเชื่อไม่ตรวจเครดิต
ด้านการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินนั้น ผ่อนผันเงื่อนไขโดยไม่มีการตรวจสอบเครดิตบูโรเนื่องจากตัวระบบโซลาร์เซลล์ทำหน้าที่เป็นหลักประกันในตัวเอง และมีความเสี่ยงต่ำจากการที่การไฟฟ้าเป็นผู้จัดเก็บค่างวดผ่อนผ่านบิลค่าไฟฟ้า
นอกจากนี้ ในระหว่างช่วงระยะเวลาการผ่อนชำระ 7 ปี ระบบยังได้รับการรับประกันจากธนาคาร พร้อมบริการดูแลทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อให้รักษาระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตไฟฟ้าไม่สามารถการันตีตัวเลขที่แน่นอนได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและแสงแดดในแต่ละวัน
ขณะที่เกณฑ์สิทธิ์เข้าร่วมโครงการกำหนดไว้ที่ 1 สิทธิ์ต่อ 1 มิเตอร์ไฟฟ้า โดยพิจารณาจากชื่อผู้เป็นคู่สัญญาหรือเจ้าของมิเตอร์ของการไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งกรณีการซื้อขายบ้านมือสองจะต้องดำเนินการเปลี่ยนชื่อเจ้าของมิเตอร์ให้ถูกต้องก่อน หากบุคคลหนึ่งเป็นเจ้าของมิเตอร์หลายแห่งสามารถลงทะเบียนได้หลายหลัง แต่จะได้รับสิทธิ์อุดหนุน 50,000 บาทจำกัดเพียง 1 มิเตอร์ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น โดยมีระบบข้อมูลกลางคอยตรวจสอบการซ้ำซ้อน
เปิดลงทะเบียนถึง 31 ม.ค.70
ส่วนกรอบเวลาการดำเนินงาน รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนผู้สนใจเริ่มลงทะเบียนแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคมนี้ จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2570 โดยสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ของเว็บไซต์การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือเดินทางไปติดต่อ ณ จุดบริการแบบ One Stop Service ที่การไฟฟ้า ซึ่งจะมีสถาบันการเงินร่วมให้บริการในจุดเดียว
ขั้นตอนหลังจากนั้น ทีมผู้ประกอบการ (Vendor) ที่ผ่านการรับรองจากการไฟฟ้าประมาณ 400 ราย จะลงพื้นที่สำรวจความพร้อมเชิงเทคนิคของหน้างาน เช่น ความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคา และทิศทางการรับแสงแดด โดยกำหนดระยะเวลาสำรวจเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ก่อนจะสรุปยอดครัวเรือนที่ผ่านเกณฑ์เพื่อจัดทำวงเงินกู้จริงตามจำนวนบ้านที่ติดตั้งได้จริง
สำหรับการเดินหน้าโครงการดังกล่าว ใช้ประมาณการงงประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงินรวมในแพ็กเกจนี้ไว้กว่า 70,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินอุดหนุนโซลาร์เซลล์ 50,000 ล้านบาท งบยกระดับระบบสมาร์ทมิเตอร์ของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีกแห่งละกว่า 10,000 ล้านบาท รวมทั้งงบประมาณกู้ยืมอีก 1,000 ล้านบาท สำหรับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการจัดฝึกอบรมแรงงานผู้ว่างงานเพื่อผลิตช่างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ป้อนสู่ตลาด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
