โลกรวนป่วนขั้วโลก Polar Vortex หลุดกรอบ ดันพายุหิมะถล่มสหรัฐฯ

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ “Polar Vortex” ทำให้เกิดพายุหิมะและหิมะตกหนักในสหรัฐอเมริกา เพราะอะไร?
พายุฤดูหนาวอันรุนแรงกำลังจะส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันกว่า 160 ล้านคน ด้วยหิมะและน้ำแข็งที่ตกหนักในปริมาณมาก คาดว่าความหนาวเย็นจะเป็นอันตรายถึงชีวิต และจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่มากถึง สองในสามของประเทศ โดยสภาพอากาศหนาวเย็นนี้มีแนวโน้มจะคงอยู่ไปจนถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2026
ความรุนแรงของอากาศหนาวเย็นในครั้งนี้ เกิดจากการเคลื่อนตัวของ กระแสลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ที่พัดลงมาปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
ตามปกติในช่วงฤดูหนาว กระแสลมวนขั้วโลกจะมีความแข็งแกร่งและเป็นระเบียบมากขึ้น ทำหน้าที่กักเก็บอากาศหนาวจัดจากแถบอาร์กติกไว้ใกล้ขั้วโลกเหนือ อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงกระแสลมวนขั้วโลกอาจ อ่อนกำลังลง ยืดออก หรือเปลี่ยนทิศทาง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ อากาศเย็นที่เคยถูกกักไว้ทางตอนเหนือจะเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ตอนใต้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว อากาศหนาวเย็นยาวนาน และเพิ่มโอกาสการเกิดหิมะตกหนัก
Polar Vortex คือกระแสลมหมุนวนของอากาศเย็นจัดบริเวณขั้วโลกเหนือ โดยปกติจะถูกล้อมรอบด้วย ลมกรดขั้วโลก (Polar Jet Stream) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นไม่ให้อากาศหนาวจัดแผ่ลงมาทางใต้ แต่เมื่อลมกรดขั้วโลกอ่อนกำลังลง จะเกิดการยืดตัวหรือแตกออก ทำให้อากาศหนาวเย็นจากขั้วโลกไหลทะลักลงมาปกคลุมพื้นที่สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เกิด พายุหิมะ หิมะตกหนัก และอุณหภูมิดิ่งต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอย่างฉับพลันในหลายพื้นที่
ลมกรด หรือ Jet Stream เป็นกระแสลมพัดแรงวงแคบในแนวนอน บริเวณชั้นบรรยากาศระดับสูง (โทรโพสเฟียร์ตอนบน) มีความเร็วประมาณ 200–400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดจากทิศตะวันตกไปตะวันออก ในระดับความสูงราว 5–15 กิโลเมตร ทำหน้าที่แบ่งมวลอากาศ และส่งผลโดยตรงต่อสภาพอากาศรวมถึงการคมนาคมทางอากาศ
ในปัจจุบัน อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และอุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นมากกว่า 25 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำระเหยขึ้นสู่บรรยากาศมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กระแสลมกรดอ่อนกำลังลงในบางช่วง จนเปิดทางให้อากาศเย็นจาก Polar Vortex ในเขตอาร์กติกไหลลงมาสู่ตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ก่อให้เกิดพายุหิมะและอากาศหนาวเย็นผิดปกติ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้นในยุคโลกรวน (Climate Disruption) และอาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
