รีเซต

ตะวันออกกลางยืดเยื้อ 1 ปี สะเทือนเศรษฐกิจเอเชีย หุ้นไทยกลุ่มไหน ได้-เสีย

ตะวันออกกลางยืดเยื้อ 1 ปี  สะเทือนเศรษฐกิจเอเชีย  หุ้นไทยกลุ่มไหน ได้-เสีย
TNN ช่อง16
27 มีนาคม 2569 ( 14:51 )
14

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงานที่ผันผวนอย่างหนัก ล่าสุด ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่า หากความปั่นป่วนในตลาดพลังงานยืดเยื้อนานกว่า 1 ปี อาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย-แปซิฟิกลดลงถึง 1.3% พร้อมสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ และทิศทางการลงทุนในภูมิภาค


และอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 3.2% กลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและทิศทาง Fund Flow ในระยะต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันในหลายประเทศอาเซียนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เริ่มจาก สิงคโปร์ ที่ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งแตะประมาณ 87 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลทะลุ 100 บาทต่อลิตร ตามมาด้วย ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งล้วนปรับตัวสูงขึ้นจากระดับเดิมมากกว่า 30% ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในแต่ละประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์ จึงเร่งออก 7 มาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ทั้งต่อประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีสาระสำคัญเบื้องต้น ดังนี้ 


1.ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน - ยอมลดรายได้ภาครัฐบางส่วน เพื่อช่วยบรรเทาราคาน้ำมันขายปลีกหน้าสถานีบริการ

2.เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ - สนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้มีเงินเพิ่มเติมสำหรับค่าแก๊สหุงต้มและค่าเดินทาง

3. ชดเชยต้นทุนค่า K - ช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้างในโครงการภาครัฐ เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุที่ปรับสูงจนต้องหยุดงาน

4. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) - เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

5.โอนเงินช่วยค่าเดินทาง - สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางให้กลุ่มเป้าหมาย เช่น คนขับแท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์ ผ่านระบบพร้อมเพย์

6.จัดหาปุ๋ยราคาประหยัด - บรรเทาภาระต้นทุนให้เกษตรกร หลังราคาปุ๋ยปรับตัวสูงตามต้นทุนปิโตรเคมี

7.ส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 - ผลักดันให้ภาคขนส่งโดยเฉพาะรถบรรทุกหันมาใช้น้ำมันดีเซล B20 ที่มีราคาถูกกว่าดีเซลทั่วไป


ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อบริษัทจดทะเบียนในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมให้มุมมองเชิงกลยุทธ์การลงทุน โดยมีรายละเอียดดังนี้


*กลุ่มโรงไฟฟ้า : โดยรวมไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันขายปลีก เนื่องจากโครงสร้างรายได้ของธุรกิจส่วนใหญ่ผูกกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และกลไกต้นทุนเชื้อเพลิงที่สามารถส่งผ่านตามสูตรค่าไฟฟ้าได้


*กลุ่มพลังงาน : การปรับเพิ่มราคาขายน้ำมันผ่านการลดการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในเชิงกลไกถือเป็นเพียงการส่งผ่านเงินกลับเข้าสู่กองทุน จึงไม่ได้กระทบโดยตรงต่อค่าการตลาดของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เช่น PTG และ OR อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังถือเป็น Sentiment เชิงบวก จากทิศทางราคาน้ำมันที่อยู่ในขาขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสรับรู้ กำไรจากสต็อกน้ำมัน อีกทั้งหากภาครัฐผ่อนคลายมาตรการตรึงราคาในระยะต่อไป ก็อาจช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


 *ขณะที่ธุรกิจ โรงกลั่น เช่น TOP และ BCP คาดว่าไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากกำไรหลักมาจาก ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin) ซึ่งไม่ได้อิงกับราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ


*กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย : ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ เนื่องจากต้นทุนหลักของธุรกิจยังคงเป็น ราคาที่ดิน อย่างไรก็ตาม อาจมีผลทางอ้อมผ่าน ราคาวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มตามต้นทุนพลังงาน โดยต้นทุนก่อสร้างโดยรวมคิดเป็นประมาณ 25–30% ของต้นทุนโครงการ โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่กำลังจะเปิดพัฒนา ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมักถูกสะท้อนผ่าน ราคาขายโครงการใหม่


สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยทั่วไปผู้ประกอบการได้มีการกำหนดต้นทุนไว้ล่วงหน้าแล้ว และในบางกรณีมีการทำสัญญากับผู้รับเหมาในรูปแบบ Turnkey ซึ่งผู้รับเหมาจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนการก่อสร้างเอง อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลต่อกลุ่มธุรกิจนี้มากที่สุดยังคงเป็น กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง จากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลเชิงลบต่อทั้ง ยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ ในระยะต่อไป

*กลุ่มเกษตรและอาหาร : การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของกลุ่มธุรกิจนี้มากนัก เนื่องจาก ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งมีสัดส่วนไม่เกินประมาณ 5% ของต้นทุนรวม อีกทั้งการส่งออกสินค้าส่วนใหญ่ดำเนินการในรูปแบบ FOB (Free on Board) ซึ่งภาระค่าขนส่งหลักจะอยู่ที่ผู้ซื้อ


อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมอาจเกิดขึ้นจาก ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบ ที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงาน แต่โดยรวมคาดว่าผู้ประกอบการยังสามารถ ปรับราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภค ได้ในระดับหนึ่ง


*กลุ่มเครื่องดื่ม : ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมีแนวโน้มส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ประกอบการในหลายด้าน โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ ต้นทุนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ของบริษัท เช่น ICHI, COCOCO และ SAPPE รวมถึงต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นพลังงานในการผลิตขวดแก้วของ CBG และ OSP


อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นบริษัทส่วนใหญ่ได้มีการ ล็อกราคาวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า จนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน ทำให้ผลกระทบยังไม่เกิดขึ้นทันที แต่หากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจต้องมีการเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อบริหารต้นทุนเพิ่มเติม


ในด้าน ต้นทุนการขนส่ง แม้จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเช่นกัน แต่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 2–3% ของต้นทุนรวม จึงไม่ใช่ปัจจัยกดดันหลัก ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมที่สำคัญคือ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง จากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อ CBG และ OSP มากกว่าบริษัทอื่น เนื่องจากฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ


ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยังคาดหวังว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะช่วยพยุงกำลังซื้อในตลาดค้าปลีก โดยเฉพาะ CBG ที่มีสัดส่วนรายได้จากร้านค้าปลีกดั้งเดิมสูงเกือบ 80% ของยอดขายรวม ซึ่งอาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง


ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเริ่มสะท้อนผลกระทบต่อ บริษัทจดทะเบียนในหลายอุตสาหกรรมแตกต่างกันไปตามโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ โดยบางกลุ่มได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้าและเกษตรอาหาร ที่สามารถบริหารต้นทุนหรือส่งผ่านต้นทุนบางส่วนได้ ขณะที่บางธุรกิจเผชิญแรงกดดันมากกว่า โดยเฉพาะ กลุ่มเครื่องดื่มและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนก่อสร้าง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอลงจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น


ในภาพรวม หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน ผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปสู่ ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมาที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนและความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจเพิ่มความผันผวนให้กับ ตลาดการเงินและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุนต้องติดตามทิศทางราคาพลังงานและพัฒนาการของสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป.


ข่าวที่เกี่ยวข้อง