รีเซต

สงคราม AI Avatar เปิดศึก Meta OpenAI xAI แข่งสร้างตัวตน

สงคราม AI Avatar เปิดศึก Meta OpenAI xAI แข่งสร้างตัวตน
TNN ช่อง16
4 ตุลาคม 2569 ( 21:32 )
9

สงครามร่างอวทาร์ AI เริ่มต้นขึ้นแล้วในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่งเริ่มนำภาพลักษณ์แบบตัวละครเข้ามาผูกกับผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ตั้งแต่เมตา (Meta) กับมิวส์ (Muse), เอ็กซ์เอไอ (xAI) กับกร็อก (Grok) ไปจนถึงโอเพนเอไอ (OpenAI) ที่เปิดตัวดอตส์ (dots) ในงาน DevDay 2026 การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงว่า AI ของใครฉลาดกว่า แต่กำลังขยายไปสู่คำถามใหม่ว่า AI ของใครจะกลายเป็นผู้ช่วยที่มนุษย์รู้สึกคุ้นเคยและอยากใช้ชีวิตร่วมด้วยมากที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นมีความสำคัญในเชิงการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งาน UX&UI และการตลาดออนไลน์ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา AI ถูกนำเสนอผ่านช่องพิมพ์ข้อความ โลโก้บริษัท หรือสัญลักษณ์นามธรรมเป็นหลัก แต่เมื่อ AI เริ่มเปลี่ยนจากระบบที่รอให้มนุษย์ถาม ไปสู่ Personal AI Agent หรือผู้ช่วย AI ส่วนบุคคลที่สามารถจดจำบริบท ทำงานต่อเนื่อง และดำเนินการบางอย่างแทนผู้ใช้ บริษัทเทคโนโลยีก็ต้องหาวิธีทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นอย่างซอฟต์แวร์ มีตัวตนที่มนุษย์สามารถจดจำและสร้างความสัมพันธ์ด้วยได้ง่ายขึ้น 

⬛️ Meta ใช้ Muse สร้างภาพ AI ผู้ช่วยส่วนตัว

บริษัท เมตา ซึ่งเปิดตัว มิวส์ (Muse) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 โดยวางตำแหน่งให้เป็น Personal AI Agent ที่ทำงานร่วมกับผู้ใช้ในชีวิตประจำวัน มากกว่าการเป็นแชตบอตที่ตอบคำถามเป็นครั้ง ๆ แนวคิดสำคัญคือ AI สามารถรับรู้บริบทและช่วยจัดการงานหลายขั้นตอน ทำให้การปฏิสัมพันธ์เริ่มใกล้เคียงกับการมีผู้ช่วยส่วนตัวมากขึ้น

ในงานเมตา คอนเน็กต์ (Meta Connect) ซึ่งมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) นำตัวละครรูปร่างกลมอ้วนฟูมาใช้เป็นภาพแทนแนวคิดดังกล่าว โดยตัวละครมีชื่อว่า จอลลี่ (Jolly) ไม่ได้มีชื่อว่า Muse โดยตรง จุดนี้สำคัญในเชิงแบรนด์ เพราะ Meta กำลังแยกตัวผลิตภัณฑ์ AI ออกจากคาแรกเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างอารมณ์ ความเป็นมิตร และการจดจำให้กับผลิตภัณฑ์

⬛️ OpenAI ส่ง dots เปลี่ยน AI Agent ให้มีตัวตน

แนวโน้มนี้ชัดเจนขึ้นอีกครั้งในวันที่ 29 กันยายน เมื่อ OpenAI เปิดตัว ดอตส์ (dots) ในงานโอเพนเอไอ เดฟเดย์ 2026 (OpenAI DevDay 2026) โดยวางแนวคิดเป็น Always-on AI Agent หรือ AI ที่สามารถทำงานต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ใช้เปิดหน้าต่างสนทนาและออกคำสั่งใหม่ทุกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจ คือ OpenAI ไม่ได้ออกแบบ dots ให้เป็นเพียงชื่อซอฟต์แวร์ แต่สร้างภาพจำผ่านตัวละครทรงกลม สีสันสดใส และมีบุคลิก ผู้ใช้สามารถตั้งชื่อ Dot ของตัวเองและปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งาน แนวทางนี้ทำให้ AI Agent ที่เบื้องหลังประกอบด้วยโมเดล ซอฟต์แวร์ และระบบอัตโนมัติที่ซับซ้อน ถูกนำเสนอให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้นในรูปของผู้ช่วยหนึ่งตัวที่อยู่ข้างผู้ใช้

⬛️ Grok เดินอีกทาง แต่เป้าหมายคล้ายกัน

ฝั่งเอ็กซ์เอไอ (xAI) ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็พยายามสร้างบุคลิกให้กร็อกมานานแล้ว ความแตกต่างคือ Grok เริ่มต้นจากการสร้างน้ำเสียงและบุคลิกในการสนทนา ก่อนขยายไปสู่ตัวละครและประสบการณ์ที่มีภาพแทนชัดเจนขึ้น 

แนวทางนี้ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่เฉพาะประสิทธิภาพของโมเดล แต่รวมถึงการสร้าง Character และ Personality ให้ผู้ใช้รู้สึกว่า AI แต่ละระบบแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม กรณีของ Grok Bot นั้นอาจแตกต่างออกไปจาก Muse หรือ dots  เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีความสามารถหรือวัตถุประสงค์เหมือนกันทุกด้าน โดย Grok Bot นั้นเป็นตัวการ์ตูนเล็ก ๆ ที่แสดงอยู่ด้านหน้าชื่อของ Bot ที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น แต่สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบกันได้ชัดที่สุด คือ แนวทางการสร้างตัวตนให้ AI มากกว่าการสรุปว่าทั้งหมดเป็น Personal Agent ประเภทเดียวกัน

⬛️ ทำไมบริษัท AI ถึงเริ่มสร้างตัวละคร?

เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติของ AI Agent รุ่นใหม่ หาก AI มีหน้าที่เพียงตอบคำถาม การมีช่อง Chat และโลโก้อาจเพียงพอ แต่เมื่อ AI สามารถจัดตารางงาน ติดต่อบริการอื่น ติดตามงาน หรือทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ใช้จำเป็นต้องเข้าใจว่า AI ตัวไหนกำลังทำอะไร และกำลังทำงานแทนใครอยู่

ตัวละครจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ User Interface เช่นเดียวกับชื่อและรูปโปรไฟล์ของมนุษย์ การเห็น Dot ตัวหนึ่งกำลังทำงานอาจเข้าใจง่ายกว่าการเห็นข้อความว่า Agent Process 03 กำลังทำงานอยู่ และเมื่อผู้ใช้มี AI Agent หลายตัว แต่ละตัวอาจมีชื่อ รูปลักษณ์ หน้าที่ และบุคลิกแตกต่างกัน

ในมุมธุรกิจ ตัวละครยังแก้ปัญหาสำคัญของบริษัท AI นั่นคือ โมเดลภาษามองไม่เห็นและสร้างความแตกต่างทางสายตาได้ยาก ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างโมเดลหลายรุ่น แต่สามารถจำตัวละคร สี รูปร่าง น้ำเสียง และบุคลิกได้ทันที สิ่งเหล่านี้จึงมีโอกาสกลายเป็นทรัพย์สินทางแบรนด์ที่มีมูลค่าไม่ต่างจากโลโก้หรือมาสคอตของบริษัทในอดีต

⬛️ User Interface สู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI

การเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าการตลาดคือ AI กำลังเปลี่ยนจาก เครื่องมือที่เราเรียกใช้ ไปสู่ ตัวแทนที่ทำงานให้เรา เมื่อระบบสามารถจดจำบริบท เรียนรู้ความต้องการ และทำงานต่อเนื่อง รูปลักษณ์และบุคลิกของ AI จึงอาจมีผลต่อความไว้วางใจของผู้ใช้มากขึ้น

นี่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ตัวละครที่ดูเป็นมิตรสามารถทำให้เทคโนโลยีซับซ้อนเข้าถึงง่าย แต่ในเวลาเดียวกันอาจทำให้มนุษย์เผลอมอบความไว้วางใจให้ระบบมากกว่าความสามารถที่แท้จริง ตัวละครที่ดูน่ารักไม่ได้หมายความว่า AI เข้าใจความรู้สึก มีเจตนา หรือสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องเหมือนมนุษย์

สำหรับบริษัทผู้พัฒนา ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ AI มี Personality แต่ต้องออกแบบให้ผู้ใช้ยังมองเห็นว่า AI กำลังทำอะไร เข้าถึงข้อมูลใด และสามารถหยุดหรือแก้ไขการทำงานของมันได้เมื่อใด โดยเฉพาะ Always-on Agent ที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงอีเมล ปฏิทิน เอกสาร หรือบริการออนไลน์อื่น ๆ

⬛️ สงคราม AI รอบต่อไปอาจเป็นสงครามคาแรกเตอร์

หากยุคแรกของ Generative AI แข่งขันกันว่าใครสร้างโมเดลที่ตอบคำถามได้ดีที่สุด ยุคถัดมากำลังแข่งขันว่าใครสร้าง AI Agent ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้มากที่สุด ส่วนสิ่งที่ Muse, Grok และ dots กำลังบอกเราคือ การแข่งขันอีกสนามกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือการสร้างตัวละครที่มนุษย์อยากเลือกมาเป็น AI ประจำตัว

ในอนาคต ผู้ใช้อาจไม่ได้พูดเพียงว่าตัวเองใช้ ChatGPT, Meta AI หรือ Grok แต่อาจพูดถึง AI ด้วยชื่อเฉพาะเหมือนผู้ช่วยหนึ่งคน มีรูปลักษณ์ บุคลิก น้ำเสียง ความสามารถ และหน้าที่ของตัวเอง 

หากทิศทางนี้เกิดขึ้นจริง มาสคอต AI ที่วันนี้ดูเหมือนเป็นเพียงงานออกแบบน่ารัก อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันครั้งใหญ่เพื่อครอบครองพื้นที่ใหม่ นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI ส่วนตัว 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง