สงครามเขย่าโลกพลังงาน! จับตา “COP31” เน้นลดพึ่งน้ำมัน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

หัวหน้าคณะเจรจาการประชุมสภาพภูมิอากาศโลก หรือ COP31 ชี้ว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ทำให้ตลาดน้ำมันโลกผันผวน กำลังผลักดันให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศมากขึ้น และอาจกลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้การเจรจาด้านพลังงานสะอาดในการประชุม COP31 ที่ตุรกีเดือนพฤศจิกายนนี้มีความคืบหน้า
นายคริส โบเวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของออสเตรเลีย และประธานการเจรจา COP31 กล่าวว่า วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่านควรถูกมองว่าเป็น “วิกฤตเชื้อเพลิงฟอสซิลระดับโลก” ครั้งที่2 ในรอบ 4 ปี ต่อจากผลกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565 โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน
เขาระบุว่า ผู้นำและรัฐมนตรีจากหลายประเทศในเอเชียต่างสะท้อนตรงกันว่า ความปั่นป่วนของตลาดน้ำมันตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะสั้น ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและระบบไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
“ไม่มีใครบอกว่าวิกฤตครั้งนี้คือสัญญาณว่าเราควรพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น ตรงกันข้าม หลายประเทศมองว่านี่คือโอกาสในการเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอธิปไตยด้านพลังงาน” โบเวนกล่าว
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับนายฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่า สงครามครั้งนี้กำลังผลักดันให้หลายประเทศลดการพึ่งพาน้ำมัน และอาจเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอย่างถาวร
ขณะเดียวกัน หลายประเทศกำลังเข้าร่วมการประชุมสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศ 2 เวที ได้แก่ การประชุม Petersberg Climate Dialogue ที่เยอรมนี และการประชุมนานาชาติครั้งแรกว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่เมืองซานตามาร์ตา ประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความไม่พอใจต่อกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น ซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ที่คัดค้านถ้อยแถลงชัดเจนเรื่องการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการประชุม COP30 ที่บราซิลเมื่อปีที่ผ่านมา
ด้าน “ออสเตรเลีย” แม้ยังเป็นผู้ส่งออกถ่านหินและก๊าซรายใหญ่ของโลก และยังอนุมัติโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ได้สนับสนุนปฏิญญาที่นำโดยโคลอมเบียว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลกอย่างจีน สหรัฐ อินเดีย และรัสเซีย ไม่ได้เข้าร่วม ขณะที่สหรัฐภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังถอนตัวจากเวทีประชุมสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ
โบเวนยืนยันว่า แม้โลกจะเผชิญความขัดแย้งและความไม่แน่นอนมากขึ้น แต่การสร้างฉันทามติในเวทีสภาพภูมิอากาศยังเป็นไปได้ โดยเขามองว่า การประชุม COP ในยุคปัจจุบันอาจไม่ใช่ความสำเร็จครั้งใหญ่แบบข้อตกลงปารีส หรือความล้มเหลวชัดเจนแบบบางการประชุมในอดีต แต่จะเป็นความก้าวหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสิ่งสำคัญคือจะเดินหน้าได้มากเพียงใด
เขายังระบุว่า เป้าหมายสำคัญของ COP31 คือการผลักดันคำมั่นปี 2566 ให้เกิดการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็น 2 เท่าภายในปี 2573 พร้อมให้ความสำคัญกับการเข้าถึงเงินทุนของประเทศกำลังพัฒนา การรักษาเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการปกป้องมหาสมุทร
การประชุม COP31 ปีนี้จะจัดขึ้นที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี โดยตุรกีเป็นเจ้าภาพสถานที่จัดงาน ขณะที่ออสเตรเลียรับหน้าที่นำการเจรจาระหว่างผู้แทนจากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก ท่ามกลางความคาดหวังว่า วิกฤตน้ำมันครั้งใหม่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดระดับโลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
