รีเซต

ช็อก! ศูนย์ข้อมูล AI 1 แห่ง ใช้ไฟเท่าบ้าน 1 แสนหลัง

ช็อก! ศูนย์ข้อมูล AI 1 แห่ง  ใช้ไฟเท่าบ้าน 1 แสนหลัง
TNN ช่อง16
14 ตุลาคม 2569 ( 11:00 )
6

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่า AI จะกลายเป็นตัวการเร่งวิกฤตโลกร้อนจากการใช้พลังงานมหาศาล หรือจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยมนุษยชาติรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานวิเคราะห์ล่าสุดชี้ว่า คำตอบอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวิธีบริหารจัดการและควบคุมการใช้ AI ในอนาคต

 

หนึ่งในข้อกังวลสำคัญคือปริมาณไฟฟ้าที่ AI ต้องใช้ในการประมวลผล เนื่องจากการฝึกฝนและใช้งานโมเดล AI จำเป็นต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ โดยศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI ทั่วไปหนึ่งแห่งอาจใช้ไฟฟ้ามากเทียบเท่ากับบ้านเรือนถึง 100,000 หลัง

 

ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่า นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ปริมาณพลังงานที่ใช้ฝึกฝนและประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า และในอนาคตศูนย์ข้อมูล AI อาจใช้ไฟฟ้ามากกว่าปัจจุบันถึง 20 เท่า


ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้งาน AI ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยซุนดาร์ พิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google เปิดเผยว่า ปริมาณการใช้งานผลิตภัณฑ์ AI ของ Google เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าภายในหนึ่งปี แตะระดับ 3.2 ล้านล้านล้านโทเคนต่อเดือน ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวอย่างมหาศาลของเทคโนโลยีนี้

 

แม้ AI จะมีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และใช้ไฟฟ้าต่อการประมวลผลหนึ่งครั้งลดลง แต่ความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การใช้พลังงานโดยรวมยังคงสูงขึ้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Jevons' Paradox หรือภาวะที่เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กลับกระตุ้นให้เกิดการใช้งานมากขึ้นจนประโยชน์จากการประหยัดพลังงานลดลง

 

ปัจจุบัน AI ใช้ไฟฟ้าประมาณ 155 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลก หรือราว 0.5% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก และประมาณ 0.1% ของการใช้พลังงานทั้งหมดเมื่อรวมเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ


แม้สัดส่วนดังกล่าวยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการใช้พลังงานของโลก แต่ปัญหาสำคัญคือศูนย์ข้อมูลมักกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ เช่น ไอร์แลนด์และรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าในท้องถิ่นต้องรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก

 

อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้มีเพียงผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เพราะเทคโนโลยีนี้ยังมีศักยภาพช่วยรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศ โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศและการคาดการณ์ภัยพิบัติ


ตัวอย่างสำคัญเกิดขึ้นในปี 2568 เมื่อศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป หรือ ECMWF เริ่มนำแบบจำลองพยากรณ์อากาศด้วย AI ที่เรียกว่า AIFS มาใช้งาน ซึ่งสามารถให้ผลการพยากรณ์ที่ดีขึ้นกว่าแบบจำลองดั้งเดิมที่อาศัยหลักฟิสิกส์ในหลายด้าน


แม้ AI ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแม่นยำว่าฝนจะตกบนถนนสายใดในอีก 30 วันข้างหน้า แต่สามารถช่วยประเมินความน่าจะเป็นของสภาพอากาศรุนแรงในรายละเอียดเชิงพื้นที่ได้ดีขึ้น ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ มีเวลาเตรียมรับมือภัยพิบัติล่วงหน้ามากขึ้น นอกจากนี้ AI ยังอาจช่วยสนับสนุนการตัดสินใจด้านการเกษตร การเลือกพืชเพาะปลูก การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานของอาคาร และการวางนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การกำกับดูแลเทคโนโลยี เนื่องจากโลกมีกรอบความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศผ่านการประชุม COP มาตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่การกำกับดูแล AI ในระดับนานาชาติยังพึ่งพาข้อตกลงโดยสมัครใจ การประชุมระหว่างประเทศ และกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเริ่มพัฒนาขึ้น

 

งานศึกษาของ Vision ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่ผู้เขียนบทความเป็นผู้อำนวยการ เสนอว่า ความต้องการพลังงานของ AI ในอนาคตอาจไม่สูงเท่าที่เคยกังวล ขณะที่ศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศอาจมีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ประโยชน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีระบบกำกับดูแลและแรงจูงใจที่เหมาะสม


ท้ายที่สุด AI อาจเป็นได้ทั้งเทคโนโลยีที่เพิ่มภาระด้านพลังงานและเครื่องมือช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน สิ่งที่จะกำหนดอนาคตของ AI ต่อสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าของชิปประมวลผลหรือศูนย์ข้อมูล แต่รวมถึงนโยบาย กฎระเบียบ และการตัดสินใจของมนุษย์ว่าจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้อย่างไร เพื่อไม่ให้ความก้าวหน้าทางดิจิทัลกลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง