นิพนธ์ ย้ำเร่งรัดเบิกจ่ายงบภาครัฐ มุ่งกระตุ้น ศก. - ครม. อนุมัติ 45,000 ล้าน ขับเคลื่อน ปท.

นิพนธ์ ย้ำเร่งรัดเบิกจ่ายงบภาครัฐ มุ่งกระตุ้น ศก. - ครม. อนุมัติ 45,000 ล้าน ขับเคลื่อน ปท.
มติชน
30 พฤศจิกายน 2563 ( 17:31 )
23
นิพนธ์ ย้ำเร่งรัดเบิกจ่ายงบภาครัฐ มุ่งกระตุ้น ศก. - ครม. อนุมัติ 45,000 ล้าน ขับเคลื่อน ปท.

นิพนธ์ ย้ำเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ยังคงมีความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะงบฝึกอบรม ประชุมสัมนา อย่างน้อยร้อยละ 50 ในไตรมาสแรก ขณะที่ ครม.อนุมัติเงินในโครงการ เงินกู้ 45,000 ล้านบาท ผ่านกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ระดับจังหวัด สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้ประชาชน

 

วันที่ 30 พฤสจิกายน นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานการประชุม หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดสงขลา เพื่อเร่งรัดติดตาม รับฟัง ปัญหาที่คั่งค้างในส่วนของประเด็นต่างๆ ซึ่งรัฐมนตรี ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรอง ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ในสองจังหวัดที่รับผิดชอบคือ จังหวัดสงขลา และจังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา โดยมีนางสุรียพรรณ์ ณ สงขลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายวงศกร นุ่นชูคันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดสงขลา เข้าร่วมประชุมและรายงานผลความคืบหน้าในส่วนต่างๆของโครงการ ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันในจังหวัดสงขลา

 

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมเพื่อติดตาม และรับฟังรายงานในส่วนของ โครงการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ซึ่งครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 3 ซึ่งได้ชี้แจงแนวทางในการประชุมในครั้งนี้ไว้ 2 ประเด็นหลักด้วยกันคือ ประเด็นแรกการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และประเด็นที่สอง ในเรื่องของแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน ซึ่งในเรื่องของการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ประจำปี 2564 สืบเนื่องจากปี 2563 ได้เผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19 สงครามการค้าจีน – อเมริกา ทำให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ามีการชะลอตัว จึงทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 40 ล้าน ขณะนี้นักท่องเที่ยวเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากเราได้ใช้มาตรการเข้มงวด ฉะนั้นเมื่อมูลค่าการท่องเที่ยวหายไป และมีเรามีมูลค่าติดลบอยู่ร้อยละ 12.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

ดังนั้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบ ให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของ ปี 2564 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ทางการใช้จ่ายของหน่วยงานภาครัฐ โดยขอให้ส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งในส่วนของการดำเนินงาน และในส่วนของงบลงทุน ในปีงบประมาณ 2564 ให้เป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งงบประมาณในปี 2563 ไม่อยากให้มีการคั่งค้างไปถึงปีงบประมาณ 2564 จนต้องพับไป ซึ่งท่านนายกได้ฝากกำชับมาว่า ต้องให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่าย และขณะนี้ได้ถูกบัญญัติเป็นกฎหมายแล้ว

 

 

ในเรื่องของการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าใช้จ่ายในเรื่องของการอบรม สัมมนา ประชุมในปีงบประมาณ 2564 ในไตรมาสที่ 1 ต้องมีการเบิกจ่ายให้มากที่สุด แต่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ทั้งนั้เพื่อนำเงินภาครัฐไปกระตุ้นส่งเสริมเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว หรือดูแลโรงแรมขนาดกลาง และขนาดเล็กของเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ขาดนักท่องเที่ยว อย่างน้อยก็ยังมีการประชุมอบรมสัมนา จากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบจากการเลิกจ้างพนักงาน แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้มาตราฐานของสาธารณะสุข และในส่วนของงบลงทุนเองนั้นเราทำได้เพียง ร้อยละ 60 จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 90 ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดในเรื่องของงบลงทุน ซึ่งสำนักงบประมาณได้โอนงบจัดสรรลงมาให้ทุกโครงการหมดแล้ว ดังนั้นจึงขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งรัดการลงนามในสัญญาต่อไป ซึ่งงบประมาณในการลงทุนมักจะมีปัญหาอยู่เสมอ

 

นิพนธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน ได้มุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน ทั้งส่วนรายการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน โดนทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต้ำ โดยเฉพาะการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ที่เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจังหวัดต้องมีการส่งเสริมการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาทักษะอาชีพ กระตุ้นการบริโภค การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพยกระดับรายได้ของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งโครงการดังกล่าวคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณให้ 45,000 ล้านบาท โดยผ่านกลไกการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน มีคณะกรรมการจังหวัดขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน เป็นผู้กลั่นกรองโครงการ เพื่อนำไปสุู่การพิจารณา และต้องเป็นโครงการที่ส่งเสริมการจ้างงานอย่างต่อเนื่องดังที่กล่าวมาแล้ว ที่สำคัญต้องเป็นโครงการที่เป็นความต้องการของพื้นที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง