ทัวร์จีนกลุ่มแรกเข้าไทย 41 คน อีก 100 คนบินจากกว่างโจวถึงสุวรรณภูมิ 26 ต.ค.นี้

ทัวร์จีนกลุ่มแรกเข้าไทย 41 คน อีก 100 คนบินจากกว่างโจวถึงสุวรรณภูมิ 26 ต.ค.นี้
มติชน
20 ตุลาคม 2563 ( 07:03 )
95
ทัวร์จีนกลุ่มแรกเข้าไทย 41 คน อีก 100 คนบินจากกว่างโจวถึงสุวรรณภูมิ 26 ต.ค.นี้

ทัวร์จีนกลุ่มแรกเข้าไทย 41 คน อีก 100 คนบินจากกว่างโจวถึงสุวรรณภูมิ 26 ต.ค. ททท.ย้ำกักตัว 14 วัน โครงการคนละครึ่งเหลือสิทธิอีก 4 ล้านสิทธิ

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม หลังที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 15 กันยายน อนุมัติในหลักการให้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยได้โดยการออกวีซ่าประเภทพิเศษ ตามข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ล่าสุด นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้สัมภาษณ์วันที่ 19 ตุลาคม ว่า การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบจำกัด ภายใต้วีซ่าพิเศษ หรือสเปเชียลทัวร์ริสวีซา (เอสทีวี) ว่าในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ จะมีต่างชาติเข้ามากลุ่มแรกจากเซี่ยงไฮ้ จำนวนประมาณ 41 ราย บินมาลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 17.00 น. ซึ่งจะไม่มีพิธีการต้อนรับใดๆ ทั้งสิ้น โดยเน้นย้ำว่า ต่างชาติที่จะเข้ามา ต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การลงสนามบิน การตรวจหาเชื้อโควิด-19 และการกักตัว 14 วัน ในโรงแรมที่เข้าร่วมเป็นสถานกักตัวของรัฐทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (เอเอสคิวหรือเอแอลเอสคิว) หลังจากนั้นกลุ่มที่ 2 จะเข้ามาในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ จากกว่างโจว ประมาณ 100 ราย บินมาลงที่สุวรรณภูมิเช่นกัน

“เที่ยวบินอื่นๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มเติม ยังอยู่ในขั้นตอนการสื่อสาร ว่าจะเข้ามาลงที่สนามบินใด อาทิ สุวรรณภูมิ หรือในพื้นที่ที่มีเอเอสคิวและเอแอลเอสคิว อาทิ บุรีรัมย์ ชลบุรี ปราจีนบุรี ภูเก็ต และสมุย ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่ โดยยืนยันว่า การเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อเข้ามาแล้วอยู่ระหว่างการกักตัว 14 วัน จะต้องอยู่ในเอเอสคิวหรือเอแอลเอสคิวเท่านั้น หลังจากกักตัวครบตามกำหนดแล้ว จึงจะสามารถเดินทางท่องเที่ยวในประเทศต่อได้ เพราะต้องทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ที่เมื่อกักตัวครบแล้วพบว่า ไม่มีเชื้อโควิด-19 ก็สามารถเดินทางในประเทศต่อได้ แต่ต้องมีแอพพลิเคชั่นติดตามตัวตนไว้ โดยเบื้องต้นต่างชาติที่เข้ามา เมื่อกักตัวครบ 14 วันแล้ว ส่วนใหญ่แสดงความต้องการไปเที่ยวท่องเที่ยวในประเทศต่อ โดยเฉพาะพื้นที่ทะเลเป็นหลัก” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

  • เชื่อการเมืองไร้ผลกระทบ

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ทางการเมือง ขณะนี้ยังไม่มีความรุนแรงอะไร จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนจะกระทบกับความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือไม่ มองว่า ขณะนี้ต่างชาติน่าจะจดจ่อในการเดินทางเข้ามาในประเทศให้ได้ก่อน รวมถึงการเปิดรับต่างชาติ ยังไม่ได้เปิดแบบจำกัดอย่างเต็มที่ จึงยังไม่มีผลกระทบอะไรเกิดขึ้น ส่วนการเปิดรับต่างชาติระยะถัดไป หากสถานการณ์ยังไม่มีความรุนแรง และเป็นการชุมนุมแบบแฟลชม็อบ แม้จะกระจายไปหลายจุดทั่วประเทศ แต่ก็ยังมองว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการท่องเที่ยวในประเทศด้วย โดยเชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบกับการแน่นอน เพราะสามารถดำเนินการเปิดประเทศในเดือนตุลาคมนี้ แบบที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้ หลังจากนั้นคงต้องประเมินว่า เมื่อครบ 14 วันแล้ว สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง จะเข้าสู่การเปิดประเทศในระยะต่อไป อาทิ ระยะขยายผลเพิ่มเติม

  • กระตุ้นเที่ยวในประเทศยังไปต่อ

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ในด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ จะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองในแง่จิตวิทยาบ้างหรือไม่ ประเมินว่าคนส่วนใหญ่น่าจะวางแผนในการเดินทางท่องเที่ยวล่วงหน้าไว้แล้ว โดยการที่มีวันหยุดยาวตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคมนี้ ประกอบกับมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ขยายเวลาใช้มาตรการออกไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2564 จึงมองว่าไม่น่าจะมีผลเกิดขึ้น นอกจากนี้ ในวันที่ 20 ตุลาคม จะมีการประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน ในส่วนของมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน และกำลังใจ ในการยกเครื่องใหม่ เป็นการปรับเงื่อนไขเพิ่มเติม หาสาเหตุของจำนวนการใช้ห้องพัก ที่แม้ตัวเลขจะยังเดิน แต่เป็นจำนวนที่ห่างจากเป้าหมายค่อนข้างมาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ต้องการให้จำนวนสิทธิที่เหลือเร่งออกมากกว่าเดิม ซึ่งก็ยังมีเวลาอยู่ เพราะได้ขยายวันใช้มาตรการออกไปแล้ว

  • คมนาคมพร้อมรับนทท.กลุ่มแรก

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ในวันที่ 20 ตุลาคม 2563 เวลา 17.00 น. นักท่องเที่ยวต่างชาติแบบจำกัดภายใต้วีซ่าพิเศษ หรือสเปเชียลทัวริสต์วีซ่า (เอสทีวี) จำนวน 41 คน จากเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน จะเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยสายการบินสปริงแอร์ไลน์ เที่ยวบิน 9C8579 เส้นทางเซี่ยงไฮ้-กรุงเทพ โดยสายการบินจะมาลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถือเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่รัฐบาลอนุญาตในรูปแบบของวีซ่าพิเศษ ทั้งนี้เที่ยวบินดังกล่าวเป็นเที่ยวบินรับส่งบุคคลกลับภูมิลำเนา โดยจะมีคนไทย จำนวน 30 คน เดินทางกลับมาพร้อมกับเที่ยวบินดังกล่าวด้วย

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวจะเดินทางโดยผ่านขั้นตอนการคัดกรองโรคโควิด-19 ตามระบบปกติเหมือนกับผู้โดยสารทั่วไป จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการกักตัว เบื้องต้นจะเป็นโรงแรมในกรุงเทพฯแห่งหนึ่ง โดยในระหว่างวันที่ 3-5 วันแรกของการกักตัวนั้นจะมีการเก็บสิ่งส่งตรวจทางจมูกและปาก (Swab) ครั้งที่ 1 และระหว่างวันที่ 11-14 จะทำ Swab เป็นครั้งที่ 2 ด้วย เมื่อครบ 14 วันแล้วจะมีการติดตั้งระบบติดตามตัวนักท่องเที่ยวต่อไป อย่างไรก็ตามในวันที่ 26 ตุลาคม นี้ นักท่องเที่ยวกลุ่มเอสทีวี จำนวน 100 คน จากกว่างโจว ประเทศจีน ก็จะเดินมาทางที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ 2 ทั้งนี้ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิมีผู้โดยสารมาใช้บริการประมาณวันละ 1,200-1,600 คน

  • คนละครึ่งเหลือสิทธิอีก4ล้านสิทธิ

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 19 ตุลาคม 2563 มียอดผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งสำเร็จแล้ว 5,808,731 คน ในส่วนของร้านค้าที่ลงทะเบียนร่วมโครงการคนละครึ่ง ทั้งหมด 292,397 แบ่งเป็นประเภทร้านค้า ดังนี้ ร้านรถเข็น หาบเร่ แผงลอย จำนวน 40,046 ร้านค้า และ ร้านค้าที่มีหน้าร้าน 171,367 ร้านค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง วันที่ 19 ตุลาคม 2563 เวลา 11.35 น. สิทธิผู้ลงทะเบียนหน้าเว็บไซด์ www.คนละครึ่ง.com คงเหลือ 4,097,383 สิทธิ ซึ่งในช่วง 3 วันที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ การลงทะเบียนของประชาชนมีจำนวนการเพิ่มในอัตราที่น้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับวันแรก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ทั้งนี้นายกฤษฎา กล่าวยืนยันว่า ประชาชนยังคงให้การตอบรับดี ผู้ลงทะเบียนเกือบ 6 ล้านคนแล้ว ส่วนช่วงที่ผ่านมาลงทะเบียนน้อยเนื่องจากอยู่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนจะถึงเป้าหมาย 10 ล้านคนหรือไม่คาดว่าน่าจะใกล้เคียง 10 ล้านคนแน่นอน

นายกฤษฎา กล่าวตอบคำถามว่าที่คนลงทะเบียนน้อยเพราะกลัวเสียสิทธิในโครงการช้อปดีมีคืนหรือไม่นั้น มองว่าเป็นสิทธิที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกเองว่าจะเข้าโครงการไหน แต่หากโครงการคนละครึ่งมีคนเข้าร่วมน้อยก็อาจจะเป็นสัญญาณที่ดีว่าประชาชนยังมีกำลังซื้ออยู่ ส่วนโครงการคนละครึ่งหากมีคนสนใจเข้าร่วมน้อยจะพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบมาตรการหรือไม่ คงยังเร็วไปเพราะเพิ่งเริ่มดำเนินโครงการจึงยังไม่มีการหารือเรื่องนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง