ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026 เราได้ประโยชน์อะไร ดูบทเรียนจากบาหลี เจ้าภาพปี 2018

รู้ไหมว่า การประชุม IMF-World Bank ถูกเปรียบเหมือนว่าเป็นงานโอลิมปิกทางการเงินการคลังของโลก และในการประชุมปีนี้ ไทยได้เป็นเจ้าภาพ
โดยงานยิ่งใหญ่ ที่ดึงดูดสายตาประชาคมโลก และคนหลักหมื่นจากทั่วโลกจะมาร่วมงานกันนี้ จะสร้างประโยชน์ให้ไทยอย่างไร ? ทำไมการประชุมนี้ถึงสำคัญกับไทย และเป็นหมุดหมายต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคตยังไง ?
การประชุมประจำปี 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. ไม่ใช่แค่อีเวนท์สัมมนา แต่คือเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงสุดของโลก ที่รวบรวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินข้ามชาติ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ ผู้นำภาคเอกชน และผู้แทนภาคประชาสังคมจาก 191 ประเทศสมาชิกทั่วโลก จำนวนรวมกันมากกว่า 15,000 ถึง 20,000 คน โดยวาระการประชุมจะครอบคลุมทิศทางเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพระบบการเงิน นโยบายการคลัง การลดความยากจน การรับมือกับความท้าทายจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แล้วทำไมไทยถึงได้กลายมาเป็นเจ้าภาพ ?
การประชุม IMF และ World Bank มีจัดขึ้นทุกๆ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน และตามพิธีปฏิบัติ ในปีที่ 3 จะเวียนจัดในประเทศสมาชิกที่ได้รับคัดเลือก ซึ่งการเลือกประเทศเจ้าภาพ ก็เข้มงวดมาก ประเทศที่เสนอตัวจะต้องผ่านการประเมินมาตรฐานสากลรอบด้าน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เสถียรภาพเศรษฐกิจ การคมนาคม การบริหารจัดการความเสี่ยง และระบบรักษาความปลอดภัย
ประเทศไทยได้รับการโหวตเลือกจากประเทศสมาชิก 191 ชาติอย่างแทบเป็นเอกฉันท์ ทำให้ไทยเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศ ร่วมกับตุรกี และญี่ปุ่น ที่ได้เป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2
ซึ่งเหตุผลก็มาจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น
เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและความแข็งแกร่งของระบบการเงิน
ที่แม้จะเผชิญวิกฤตทางการเงิน แต่ไทยได้ดำเนินนโยบายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ และบริหารจัดการทุนสำรองระหว่างประเทศจนสูงติดอันดับท็อป 12 ของโลก มีวินัยทางการคลัง และต้นทุนการกู้ยืมต่ำกว่าประเทศเพื่นบ้าน
โครงสร้างพื้นฐานระดับมรดกโลกและศักยภาพของกรุงเทพมหานคร
ที่มีศูนย์ประชุมจัดงานที่พร้อม พื้นที่กว้างขวาง มีขนส่งมวลชนสาธารณะเชื่อมต่อ โรงแรมห้องพักที่รองรับผู้มาร่วมงานได้
ยุทธศาสตร์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่ในสถานการณ์ตึงเครียดแบ่งขั้วอำนาจของประเทศมหาอำนาจ ไทยมีความเป็นกลาง มีความสัมพันธ์ดีกับทุกฝ่าย และที่ตั้งของไทย ยังอยู่กลางจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน เป็นภูมิภาคที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูงและได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก
ความพร้อมและประสบการณ์ของบุคลากรภาครัฐไทย ที่คุ้นเคยกับกลไกการทำงานของ IMF และ World Bank และเข้าใจกลไกระหว่างประเทศ ช่วยให้ประสานงานได้ง่าย
และไทยยังมีนวัตกรรมทางการเงินที่ตอบโจทย์ความท้าทายโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะการพัฒนาระบบ ชำระเงินดิจิทัล (PromptPay) การแก้ปัญหาภัยทุจริตทางการเงิน ตลอดจนนโยบายด้านสุขภาพและสังคมสูงวัย ที่ทำให้ต่างชาติมาเรียนรู้ได้
แล้วการจัดงานใหญ่ขนาดนี้ ไทยจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง ?
เรียกได้ว่าการเป็นแม่งาน แม้อาจถูกตั้งคำถามถึงงบประมาณ และทรัพยากรในการจัดงานใหญ่ แต่ก็จะทำให้ไทยได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น และระยะยาว
ผลประโยชน์ระยะสั้นของไทยก็คือ เม็ดเงินสะพัดและการกระตุ้นภาคบริการ
แน่นอนว่าการเดินทางเข้ามาของผู้เข้าร่วม และสื่อต่างชาติ ที่อาจถึง 2 หมื่นคนนี้ ถือเป็นกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงจะสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม MICE ของไทยอย่างมหาศาล
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและภาคเอกชนประเมินว่า การจัดประชุมระยะเวลา 7 วัน จะสร้างเม็ดเงินสะพัดโดยตรงในระบบเศรษฐกิจประมาณ 5,000 ถึง 10,000 ล้านบาท โดยเกิดจากการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนประมาณ 30,000 ถึง 50,000 บาท
อัตราการเข้าพักของโรงแรมในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงจะพุ่งสูงขึ้นเต็มความจุ รวมถึงธุรกิจร้านอาหาร การจัดเลี้ยง รถรับส่ง ศูนย์ประชุม และสายการบิน นอกจากการประชุมหลักแล้ว ผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนมีแผนท่องเที่ยวต่อในเมืองหลัก และเมืองรอง ทำให้เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนท้องถิ่น
ในแง่ผลประโยชน์ระยะยาว คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการดึงดูด FDI ที่จะไหลเข้ามาหลังการแสดงศักยภาพของประเทศ ตามการวิเคราะห์ของกระทรวงการคลัง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เวทีนี้จะเป็น "สปริงบอร์ด" สำคัญในการฉายแสงสปอตไลต์มายังประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) เช่น AI&Data Center, ยานยนตร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่, การเกษตรอัจฉริยะ, การแพทย์ และสุขภาาวะ ไปถึงการท่องเที่ยงยั่งยืน เป็นต้น
นอกจากนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญให้กลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และการใช้บทบาทวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME ไทยและแรงงานไทยให้ขึ้นขบวนไปกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่นี้ด้วย
และสุดท้าย นอกจากการเป็นเจ้าภาพ ยังเท่ากับการผลักดัน Soft Power และการสร้างแบรนด์ประเทศ (Nation Branding) ที่สอดแทรกไปกับการประชุม ไม่ว่าจะเป็นโลโก้งาน อาหารที่เสิร์ฟ วัตถุดิบที่จะเล่าเรื่องเกษตรยั่งยืนของไทย รวมถึงการใช้ Thailand Pavilion โชว์นวัตกรรมเป๋าตัง PromptPay มวยไทย นวดไทย และเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ไทยไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวพักผ่อน แต่เป็นเมืองแห่งสุขภาวะและนวัตกรรมน่าลงทุน
ดูความสำเร็จ จากเจ้าภาพบาหลี
ผลประโยชน์เหล่านี้ จะเกิดจริง หรือเป็นการคาดการณ์ ชวนไปดูผลงานของเมืองนูซาดูอา เกาะบาหลี อินโดนีเซีย หลังเป็นเจ้าภาพในปี 2018 กัน
ในการประชุมครั้งนี้ ที่เกาะบาหลี มีผู้เข้าร่วมประชุม ผู้นำทางการเงิน และผู้แทนจากทั่วโลกมากกว่า 34,000 คน ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาพรวมของประเทศอินโดนีเซียอย่างก้าวกระโดด เม็ดเงินอัดฉีดเศรษฐกิจ การประชุมสร้างเงินหมุนเวียนตรงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและประเทศนับล้านล้านรูเปียห์ (Multi-trillion Rupiah) ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหารในบาหลีอย่างมหาศาลหลังจากที่เคยซบเซาจากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดก่อนหน้านี้
อินโดนีเซียใช้เวทีนี้ในการเร่งรัดและประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมบริการและท่องเที่ยวฮาลาล (Halal Tourism) จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดฮาลาลโลกได้ และการเป็นเจ้าภาพนี้เอง ยังส่งเสริมการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในบาหลี ไม่ว่าจะเป็นการขยายสนามบิน ปรับปรุงถนน อัปเกรดศูนย์ประชุม ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อชาวบาหลี แม้การประชุมจะจบลงด้วย
นอกจากนี้ การประชุมยังสร้างประโยชน์ทางประวัติศาสตร์ทางการเงินโลก และอินโดนีเซียด้วย โดยในการประชุมได้ประกาศ Bali Fintech Agenda หรือวาระฟินเทคแห่งบาหลี ซึ่งกลายเป็นกรอบมาตรฐานสากลฉบับแรกของโลกในการกำกับดูแลเทคโนโลยีทางการเงิน คริปโทเคอร์เรนซี และการสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่ปลอดภัย ซึ่งเรียกได้ว่า ล้วนแต่ทำให้อินโดนีเซีย อยู่ในภาพจำทางการเงิน
ซึ่งในเวทีรอบนี้ที่งไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ได้ร่วมมือกับ IMF และ World Bank ในการใช้เวทีกรุงเทพฯ สร้างกรอบแนวปฏิบัติสากลในการป้องกันและปราบปราม "ภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล" (Digital Financial Fraud) และภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่คุกคามประชาชนทั่วโลก โดยไทยจะนำประสบการณ์จริงจากการยกระดับ Mobile Banking การแก้ปัญหาแอปดูดเงิน และการลดความเสียหายจากภัยหลอกลวงโอนเงิน (Authorized Push Payment Fraud) ได้ถึงเกือบ 80% มาถ่ายทอดเป็นโมเดลต้นแบบให้ทั่วโลกนำไปปรับใช้
จากเจ้าภาพรอบแรก สู่การเป็นเจ้าภาพรอบที่ 2 เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปขนาดไหน ?
เมื่อย้อนมองปี 1991 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรก ในยุคนายกฯ อานันท์ ปันยารขุน ตอนนั้น ไทยยังมีสถานะเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างที่เติบโตจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมส่งออกยุคแรก โดยยังไม่มีรถไฟฟ้า BTS/MRT รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ที่เพียง 45,000 บาทต่อปี และมีอัตราความยากจนสูงถึง 58%
ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับบนในปี 2011 รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า แตะระดับเกือบ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.7 แสนบาท) ในปี 2025 สัดส่วนความยากจนลดลงเหลือเพียง 5.4% มีการสร้างงานในระบบเพิ่มขึ้นกว่า 11 ล้านตำแหน่ง มีโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและระบบชำระเงินดิจิทัลระดับโลกอย่าง PromptPay อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยเริ่มเติบโตชะลอตัวลงหลังวิกฤตโควิด-19 เหลือเฉลี่ยราว 2.2% ต่อปี
ดังนั้น เวทีนี้ยังเป็นการพิสูจน์ว่าไทยจะไม่ได้ทำหน้าที่แค่สถานที่จัดงาน แต่เป็นผู้นำในการชี้นำทิศทางการเงินโลก และแสดงศักยภาพให้ผู้นำทางการเงินเห็นว่า ไทยพร้อมจะหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
