รีเซต

เปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็น “เมืองฟองน้ำ” รับมือ ร้อน แล้ง น้ำท่วม

เปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็น “เมืองฟองน้ำ” รับมือ ร้อน แล้ง น้ำท่วม
TNN ช่อง16
11 พฤษภาคม 2569 ( 12:09 )

ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เผยแนวคิดเปลี่ยนกรุงเทพให้เป็นเมืองฟองน้ำ รองรับผลกระทบจาก ร้อน แล้ง น้ำท่วม ทำได้อย่างไร? เพราะสภาพภูมิประเทศของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำคล้ายแอ่งกระทะ ทำให้ระบายน้ำออกสู่ทะเลทำได้ยาก ปริมาณน้ำฝนจึงมักจะสูงเกินกว่าที่ระบบระบายน้ำแบบเดิมจะรับไหวจนเกิดน้ำท่วมขังซ้ำซาก การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองฟองน้ำ "เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง"

Sponge City หรือ "เมืองฟองน้ำ" คือแนวคิดการออกแบบเมืองที่เน้นความยืดหยุ่นและการทำงานร่วมกับธรรม ชาติในการจัดการน้ำโดยการเปลี่ยนเมืองจากที่เคยปกคลุมด้วยคอนกรีตซึ่งทำให้น้ำไหลบ่าได้ง่ายให้กลายเป็นพื้น ที่ที่สามารถ ดูดซับ เก็บกัก กรอง และระบายน้ำได้เหมือนกับฟองน้ำ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน

แนวคิดหลัก (Key Concepts)แนวคิดนี้ริเริ่มโดยศาสตราจารย์ Kongjian Yu แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยมีหลักการสำคัญคือ

1.การซึมผ่าน (Infiltration) เป็นการเปลี่ยนพื้นผิวถนนหรือทางเดินให้เป็นวัสดุรูพรุนที่น้ำซึมผ่านได้ไปสู่ระบบเก็บกัก

2.การเก็บกัก (Retention & Storage) เป็นการใช้สวนสาธารณะ พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือบ่อน้ำเพื่อพักน้ำชั่วคราวในช่วงที่ฝนตกหนัก

3.การทำความสะอาด (Purification) เป็นการใช้พืชและระบบนิเวศทางธรรม ชาติช่วยกรองมลพิษจากน้ำในบ่อน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำก่อนไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรม ชาติ

4.การนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) เป็น การเก็บน้ำฝนที่กรองแล้วมาใช้รดน้ำต้นไม้หรือชำระล้างถนนในเมือง


ประโยชน์ของเมืองฟองน้ำ(Benefits) 

1.ลดความเสี่ยงน้ำท่วมโดยช่วยลดปริมาณน้ำไหลบ่าผ่านผิวหน้าดินได้ถึง 50% และลดจุดสูงสุดของปริมาณน้ำในช่วงฝนตกหนัก

2.บรรเทาภัยแล้ง ช่วยเติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินทำให้มีน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงขาด แคลน

3.ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Urban Heat Island)โดยพื้นที่สีเขียวและการระเหยของน้ำช่วยลดอุณหภูมิในเมือง

4.เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ การสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำและสวนสาธารณะช่วยสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยให้กับพืชและสัตว์ในเมือง

5.ปรับปรุงคุณภาพน้ำ พืชน้ำในบึง และในพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบกรองธรรม ชาติช่วยกำจัดมลพิษลดค่า บีโอดี ซีโอดี โลหะหนัก เป็นต้น จากน้ำฝนและน้ำผิวดินก่อนไหลลงสู่แม่น้ำ

ตัวอย่างเมืองที่เป็นต้นแบบ (Best Examples)หลายเมืองทั่วโลกได้นำแนว คิดนี้ไปใช้อย่างประสบความสำเร็จ เช่น

1.Auckland, New Zealandได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่มีความเป็นฟองน้ำสูงสุด (35%) เนื่องจากมีพื้นที่สีเขียว สนามกอล์ฟ และสวนในบ้านจำนวนมาก

2.โคเปนเกน เดนมาร์ก ได้รับสมญานามว่าเป็นเมือง "ฟองน้ำ" (Sponge City) อย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกของโลกโดยออก แบบเมืองใหม่" ให้มีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่สวยงามในเวลาปกติและปกป้องเมืองได้ในยามวิกฤตโดยมีพื้นที่รองรับน้ำสารพัดประโยชน์ เช่นสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่นและลานกิจกรรมถูกออก แบบให้กลายเป็น "แก้มลิง" ชั่วคราวเมื่อฝนตกหนัก,มีการปรับปรุงถนนให้มีระ ดับความลาดเอียงและขอบทางที่ช่วยบังคับทิศทางการไหลของน้ำท่วมให้ไปลงสู่แหล่งน้ำหรือท่าเรือแทนที่จะไหลเข้าท่วมตัวอาคารรวมทั้งเปลี่ยนวัสดุปูถนนและทางเดินจากคอนกรีตหรือยางมะตอยเป็นวัสดุที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ ช่วยลดภาระของระบบท่อระบายน้ำและช่วยลดอุณหภูมิในเมืองไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดินเพื่อระบายน้ำออกสู่ท่าเรือโดยตรง โดยมีอุโมงค์ใหม่ความยาว 1.3 กม.มีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2026

อย่างไรก็ตามการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองฟองน้ำ "เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง"เพราะสภาพภูมิประเทศของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำคล้ายแอ่งกระทะ ทำให้ระบายน้ำออกสู่ทะเลทำได้ยาก ปริมาณน้ำฝนจึงมักจะสูงเกินกว่าที่ระบบระบายน้ำแบบเดิมจะรับไหวจนเกิดน้ำท่วมขังซ้ำซาก แต่การทำเมืองฟองน้ำอาจไม่ใช่วิธีการเดียวที่แก้ปัญหาได้ทั้งหมด ควรใช้ควบ คู่ไปกับการลอกท่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการสูบน้ำและการจัดการขยะ ตามแนวคิดที่ว่า "คน เมือง และน้ำ" อยู่ร่วมกันได้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง