เตือน “วิกฤตอาหาร” อาจคร่าชีวิตผู้คนนับพันล้าน ภายในศตวรรษนี้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจผลักดันให้ มากกว่า 1.1 พันล้านคนทั่วโลกเผชิญกับวิกฤตความมั่นคงด้านอาหาร ภายในปี 2100 โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาและเอเชียซึ่งมีเด็กจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงรายงานล่าสุดจากสถาบันวิจัยของสหภาพยุโรป (Joint Research Centre – JRC) ระบุว่าผลกระทบดังกล่าวขึ้นอยู่กับเส้นทางการพัฒนาและนโยบายของมนุษย์มากกว่าที่คิดไว้ก่อนหน้านี้
รายงานจาก JRC ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ใช้แบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถพยากรณ์จุดเริ่มต้นของวิกฤตอาหารเพียงจากข้อมูลอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนในอดีต พร้อมกับข้อมูลด้านประชากรและความยากจนตามเส้นทางการพัฒนาโลกที่ต่างกัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ภายใต้เส้นทางที่มี ความขัดแย้งและความไม่เท่าเทียมสูง จำนวนผู้คนที่ต้องเผชิญภาวะวิกฤตอาหารอย่างรุนแรงอาจสูงถึง ราว 1.16 พันล้านคนภายในศตวรรษนี้ โดยมากกว่า 600 ล้านคนเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีหลายร้อยล้านคนที่จะเผชิญวิกฤตตั้งแต่ยังเป็นทารก
โล
ในทางตรงกันข้าม หากโลกเดินไปตามเส้นทางที่เน้น การพัฒนาอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระดับการเผชิญวิกฤตอาหารรายปีจะลดลงประมาณ 75 % และปริมาณคนที่ได้รับผลกระทบสะสมในระยะยาวจะลดลงอย่างมาก โมเดลยังชี้ชัดว่าผลกระทบของสภาพอากาศไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากภัยธรรมชาติโดยตรง เช่น ภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตลดลงเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคมและการเมือง เช่น ความขัดแย้งและการอพยพ ซึ่งเป็นตัวขยายความเสี่ยงของระบบอาหารให้รุนแรงขึ้นได้
นอกจากนี้ ความเสี่ยงไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมทั่วโลก แอฟริกามีแนวโน้มเสี่ยงสูงที่สุดในหลายภูมิภาค ขณะที่เอเชียซึ่งมีประชากรหนาแน่นก็มีจำนวนคนที่เสี่ยงใกล้เคียงกัน ภายใต้เส้นทางพัฒนาที่ยั่งยืน ความเสี่ยงจะลดลงในแอฟริกาแต่เอเชียยังคงเสี่ยงค่อนข้างมาก
รายงานวิจัยชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นตัวกำหนดความมั่นคงด้านอาหารของโลกในอนาคต แต่ “ตัวเลขคนที่ได้รับผลกระทบ” จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจด้านนโยบายและการพัฒนา การมุ่งไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถลดจำนวนผู้ที่เผชิญกับวิกฤตอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การละเลยการพัฒนาเชิงสังคมและสันติภาพอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
