รีเซต

อีสท์สปริงชี้เป้า Healthcare อาจเป็นผู้ชนะ ในจังหวะบอนด์ยีลด์ผันผวน-มูลค่าหุ้นเทคฯตึงตัว

อีสท์สปริงชี้เป้า Healthcare อาจเป็นผู้ชนะ ในจังหวะบอนด์ยีลด์ผันผวน-มูลค่าหุ้นเทคฯตึงตัว
TNN ช่อง16
3 กันยายน 2569 ( 19:10 )
10

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ภาพรวมของตลาดในช่วงที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนการ Rotation ออกจากกลุ่ม  Technology/AI ซึ่งได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ไปสู่กลุ่มที่มีทั้งความมั่นคง (Defensive)

และยังมีศักยภาพการเติบโต (Growth) โดยหนึ่งในกลุ่มที่น่าสนใจ คือ Healthcare ในช่วงระหว่างวันที่ 26 พ.ค.-25 ส.ค. 2026 XLV Healthcare ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.65% ขณะที่ Technology ให้ผลตอบแทน -0.67% และดัชนี MSCI World ปรับขึ้นเพียง 3.32% เท่านั้น (ข้อมูล: Bloomberg, 26 ส.ค. 2026)


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เงินลงทุนไม่ได้ไหลเข้าหุ้นกลุ่ม Defensive เพียงเพื่อหลบความเสี่ยง แต่กำลังเลือกลงทุนในกลุ่มที่โอกาสมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง (Fundamental Growth) ซึ่ง Healthcare ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่อาจตอบโจทย์ดังกล่าวได้


อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การปรับตัวขึ้นของกลุ่ม Healthcare เกิดขึ้นพร้อมกับ Bond Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ( US 10Y Yield) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4.64% ซึ่งปรับขึ้นจาก 4.0% ในช่วงปลายเดือน ก.พ. มาอยู่เหนือระดับ 4.6% ในเดือน ส.ค. ดังนั้น หากมองไปข้างหน้า Bond Yield ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีก จากความกังวลด้านเงินเฟ้อที่อาจะได้รับผลกระทบจากทั้งมาตรการทางภาษี และประเด็นด้านราคาพลังงาน ในสภาวะเช่นนี้ หุ้นกลุ่มที่มีการปรับตัวขึ้นไปสูงอย่าง Technology อาจกลับมาเผชิญแรงกดดันได้


ทำไมกลุ่ม Healthcare ยังน่าสนใจ 


แม้ความเสี่ยงที่ Bond Yield จะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นยังคงมีอยู่ แต่ Healthcare ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีคุณสมบัติช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวได้ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยความต้องการด้านสุขภาพที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจหรือระดับ Discount Rate เท่ากับหุ้น Growth บางกลุ่ม จึงทำหน้าที่เป็น “Potential Growth” ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนและตึงตัวในกรณีที่ตลาดกลับมามีความผันผวนจาก Yield ที่ดีดตัวขึ้น


ยิ่งไปกว่านั้น การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare ไม่ได้หมายความว่ามูลค่าหุ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ตึงตัวจนขาดความน่าสนใจแล้ว เพราะตลาดยังคาดการณ์ว่า กำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของกลุ่ม S&P 500 Healthcare จะเติบโตได้ถึง 21.3% ในปี 2027 เมื่อเทียบกับ EPS Growth S&P 500 Index ที่คาดว่าจะเติบโต 11.94% ในปี 2027 (ข้อมูล: Bloomberg, 26

ส.ค. 2026)


ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนความน่าสนใจของกลุ่ม Healthcare ในรอบนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ความเป็น Defensive Sector เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานกันของ 3 ปัจจัย ได้แก่

1)Defensive - ความต้องการ Healthcare มีความสม่ำเสมอแม้เศรษฐกิจและตลาดมีความผันผวน

2) Need - Aging Society, การใช้จ่ายด้านสุขภาพและนวัตกรรมยาใหม่ยังเป็น Structural Growth ระยะยาว

และ 3) Growth - แนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทยังมีโอกาสเติบโตในระยะถัดไป Momentum Support


อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่ม Healthcare คือ กระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบัน (Fund Flow) โดยผลสำรวจจาก BofA Global Fund Manager Survey เดือน ก.ค. พบว่า Healthcare เป็น Sector ที่ผู้จัดการกองทุนเพิ่มน้ำหนักมากที่สุด สะท้อนว่าเป็นการ Rotation ของเงินลงทุนเชิงสถาบัน ไม่ใช่เพียง Technical Rebound ระยะสั้น  


ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ณ ตอนนี้ ตลาดไม่ได้มองว่าการลงทุนในกลุ่ม Healthcare เป็นเพียงการลงทุนเพื่อ “หนีความเสี่ยง” อย่างเดียว แต่ตลาดกำลังให้คุณค่ากับกลุ่ม Healthcare จากการเป็นธุรกิจที่สามารถผสมผสานศักยภาพในการเติบโต (Growth) ในขณะที่ยังมีความมั่นคง (Defensive) และมีระดับมูลค่า (Valuation) ที่เหมาะสม ซึ่งทำให้ Healthcare มีโอกาสเป็นผู้ชนะ หากตลาดยังอยู่ในภาวะที่ Bond Yield ผันผวน และ Valuation ของหุ้น Technology ยังคงตึงตัว


ทั้งนี้ กองทุน Healthcare จาก Eastspring กองทุน ES-HEALTHCARE คือ กองทุนรวมตราสารทุนที่เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม Health Care โดยจะนำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียวคือ Janus Henderson Global Life Sciences Fund นโยบายของกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับวิทยา ศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เภสัชกรรม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อมุ่งหวังสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม