รีเซต

นัตโตะ มีสารที่ช่วยลดไขมันสะสมในหลอดเลือดได้จริง

นัตโตะ มีสารที่ช่วยลดไขมันสะสมในหลอดเลือดได้จริง
TNN ช่อง16
26 มีนาคม 2569 ( 11:56 )
6

นัตโตะ หรือถั่วเหลืองหมัก อาหารยอดนิยมของคนญี่ปุ่น แต่สำหรับคนไทยอาจเป็นอาหารที่ทานยากสักหน่อย ทั้งกลิ่นเฉพาะตัวและเนื้อสัมผัสที่เหนียวหนืด ทำให้หลายคนลองแล้วก็ถอย แต่ในอีกมุมหนึ่ง นัตโตะกลับเป็นอาหารที่ชาวญี่ปุ่นกินกันมานานและขึ้นชื่อเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านหัวใจและหลอดเลือด จนเริ่มมีงานวิจัยออกมาสนับสนุนมากขึ้นว่า สิ่งที่อยู่ในนัตโตะอาจมีผลต่อร่างกายมากกว่าที่เราคิด 

งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ นัตโตะไคเนส เอนไซม์ชนิดหนึ่งที่สกัดได้จาก "นัตโตะ" หรือ ถั่วเหลืองหมัก อาหารพื้นเมืองของญี่ปุ่น กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะมีการศึกษาในคนที่ทานนัตโตะมากกว่า 1,000 คน และติดตามผลนานถึง 12 เดือน โดยพบการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในคนที่มีไขมันสะสมในหลอดเลือด

ปกติแล้ว การดูแลโรคหลอดเลือดมักเน้นแค่ “ไม่ให้แย่ลง” เช่น ควบคุมไขมันหรือป้องกันการอุดตันเพิ่ม แต่ผลจากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า นัตโตะไคเนสอาจทำได้มากกว่านั้น เพราะสามารถช่วยให้คราบไขมันที่เกาะอยู่ในหลอดเลือด “ลดลง” ได้จริง โดยมีรายงานว่าขนาดของคราบไขมันลดลงได้สูงสุดประมาณ 36% ซึ่งหมายความว่า หลอดเลือดอาจฟื้นตัวดีขึ้น ไม่ใช่แค่หยุดการเสื่อมลง

ในการทดลอง ผู้เข้าร่วม 1,062 คน ได้รับนัตโตะไคเนสในปริมาณ 10,800 FU ต่อวันต่อเนื่อง 12 เดือน ผลที่ได้คือ ผนังหลอดเลือดบางลง และคราบไขมันมีขนาดเล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพรวมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นประมาณ 66.5% ถึง 95.4% แสดงให้เห็นว่ามีผลกับหลอดเลือดจริง ไม่ใช่แค่ค่าตรวจในเลือด

นอกจากนี้ นัตโตะไคเนสยังช่วยในหลายด้านที่เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ช่วยสลายลิ่มเลือด ลดไขมันในเลือด และชะลอการแข็งตัวของหลอดเลือด ทำให้การดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การ “ประคองอาการ” แต่เป็นการช่วยฟื้นฟูและปรับระบบในร่างกายให้ดีขึ้นโดยรวม

อีกจุดที่น่าสนใจคือ สารนี้มาจาก “อาหารทั่วไป” ไม่ใช่ยา งานวิจัยยังพบว่า การออกกำลังกายช่วยเสริมผลได้ และการใช้ร่วมกับวิตามิน K2 หรือแอสไพรินอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบางด้าน นอกจากนี้ กลุ่มที่มี BMI สูง สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ กลับเห็นผลชัดเจนมากกว่าในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ใช้มีผลต่อผลลัพธ์ โดยขนาดที่เห็นผลชัดในงานวิจัยคือประมาณ 10,800 FU ต่อวัน ขณะที่ขนาดที่ต่ำกว่านี้ เช่น 3,600 FU ต่อวัน อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกัน

อ่านงานวิจัยได้ที่ > https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9441630/