“ประกันภัยพิบัติฟรี” ใครได้ ใครจ่าย? ลดความเสี่ยงหรือเพิ่มภาระประเทศ?

มติ ครม. รัฐบาลจะใช้งบประมาณราว 15,000 ล้านบาทต่อปี ในการดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อคุ้มครองที่อยู่อาศัยของประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนสามารถรับมือและฟื้นตัวได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ แต่การที่รัฐบาลจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างมากในเชิงนโยบายสาธารณะและเศรษฐศาสตร์
ในด้านข้อดี ประการแรกคือ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและช่วยกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากประชาชนที่มีรายได้น้อยมักไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะซื้อประกันเอง เมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว รัฐบาลจะช่วยให้พวกเขามีหลักประกันในการฟื้นฟูอย่างเท่าเทียม
ประการที่สองคือ ช่วยลดภาระงบประมาณเยียวยาของรัฐในระยะยาว เพราะแทนที่รัฐจะต้องควักเงินก้อนใหญ่มาจ่ายค่าชดเชยเยียวยาหลังเกิดเหตุการณ์ ก็ให้ระบบประกันภัยเข้ามาบริหารความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยทำให้งบประมาณของประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การมีระบบประกันภัยยังช่วย กระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้รวดเร็ว เพราะบริษัทประกันมักจะจ่ายเงินชดเชยได้เร็วกว่ากระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ ทำให้ประชาชนและธุรกิจในพื้นที่ประสบภัยสามารถซ่อมแซมบ้านเรือนและกลับมาทำมาหากินได้ไวขึ้น
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวก็มีข้อเสียที่ต้องพิจารณาเช่นกัน โดยประเด็นแรกคือ เป็นภาระทางการคลังที่สูงมาก การจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ประชาชนทั้งประเทศหรือกลุ่มใหญ่จะต้องใช้เงินงบประมาณจากภาษีจำนวนมหาศาลทุกปี ซึ่งอาจไปเบียดบังงบประมาณในส่วนอื่นๆ เช่น การศึกษา หรือการสาธารณสุข เป็นต้น
อีกประเด็นสำคัญคือ ปัญหา Moral Hazard หรือความประมาทเลินเล่อที่เกิดจากมีประกัน เมื่อประชาชนรู้ว่ารัฐบาลจ่ายค่าประกันให้และจะได้รับความคุ้มครองเสมอ อาจทำให้ขาดความกระตือรือร้นในการป้องกันภัยด้วยตัวเอง เช่น ยังคงสร้างบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมซ้ำซาก โดยไม่ย้ายออกหรือปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง ความซับซ้อนในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการกำหนดว่าใครควรได้รับสิทธิ์ หรือภัยพิบัติระดับไหนถึงจะเข้าเงื่อนไข ซึ่งอาจเกิดปัญหาความไม่โปร่งใส การคอร์รัปชัน หรือการจัดสรรผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมได้
หากมองในแต่ละมิติ สำหรับประชาชน ข้อดีคือได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง ขณะที่ข้อเสียคือ โดยเฉพาะคนจนอาจขาดความตระหนักในการป้องกันภัยในพื้นที่เสี่ยง สำหรับรัฐบาล ข้อดีคือสามารถวางแผนงบประมาณได้นิ่งขึ้น ไม่ต้องเจอรายจ่ายกะทันหัน แต่ข้อเสียคือต้องแบกรับค่าเบี้ยประกันในจำนวนมหาศาลทุกปี ส่วนในมิติของเศรษฐกิจ ข้อดีคือพื้นที่ประสบภัยฟื้นตัวได้เร็ว ธุรกิจไม่หยุดชะงัก ขณะที่ข้อเสียคือเงินภาษีถูกนำมาใช้กับความเสี่ยงที่อาจป้องกันได้ล่วงหน้า
เมื่อมองไปยังแนวทางของประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศไม่ได้ “แจกประกันฟรี” ให้ประชาชนโดยตรง แต่ใช้โมเดล “รัฐร่วมมือกับเอกชน” (Public-Private Partnership) เพื่อควบคุมราคาเบี้ยประกันไม่ให้แพงเกินไป
ดังนั้น ประเด็นสำคัญของโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติไม่ได้อยู่เพียงแค่คำถามว่า “ประชาชนจะได้รับประกันฟรีหรือไม่” แต่ยังรวมถึงการออกแบบระบบให้สามารถคุ้มครองประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ บริหารความเสี่ยงของประเทศ และไม่สร้างภาระทางการคลังในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ประชาชนยังคงมีแรงจูงใจในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้วยตัวเอง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
