โลกร้อนเร่ง “ทะเลเดือด” คุกคามระบบนิเวศใต้ทะเล แถมทำ “ฝนตกหนัก” เพิ่ม 30%

งานวิเคราะห์ล่าสุดโดย World Weather Attribution พบว่า มลพิษคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวอย่างมากของปรากฏการณ์ “คลื่นความร้อนในทะเล” (Marine Heatwaves) ทั่วยุโรปในช่วงฤดูร้อนปี 2569 โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าปกติถึง 6 องศาเซลเซียส ขณะที่ช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของปีในพื้นที่ศึกษาส่วนใหญ่ แทบจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสภาพภูมิอากาศก่อนยุคอุตสาหกรรม
การศึกษาระบุว่า ภาวะโลกร้อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุของความร้อนส่วนเกินในทะเลราว 2 ใน 3 ของทั้งหมด โดยอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นประมาณ 2 องศาเซลเซียสในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 1.4 องศาเซลเซียสในอ่าวบิสเคย์และบริเวณคาบสมุทรไอบีเรีย และ 1.3 องศาเซลเซียสในน่านน้ำรอบไอร์แลนด์และช่องแคบอังกฤษ
ผลการวิเคราะห์ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ในปีนี้พื้นที่ที่เผชิญคลื่นความร้อนในทะเลขยายตัวอย่างมาก โดยครอบคลุมราว 90% ของพื้นที่อ่าวบิสเคย์และชายฝั่งคาบสมุทรไอบีเรีย และประมาณ 80% ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก
นักวิจัยประเมินว่า หากไม่มีภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ พื้นที่ที่เกิดคลื่นความร้อนในทะเลในบริเวณดังกล่าวจะมีขนาดเพียงประมาณครึ่งหนึ่ง ขณะที่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก การตัดอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออก จะทำให้พื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดคลื่นความร้อนลดลงจากประมาณ 70% เหลือเพียง 9% ส่วนภูมิภาคเซลติก ซึ่งครอบคลุมน่านน้ำรอบหมู่เกาะอังกฤษ จะลดลงจาก 80% เหลือประมาณ 30%
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้คลื่นความร้อนในทะเลอาจได้รับความสนใจน้อยกว่าคลื่นความร้อนบนพื้นดิน แต่ผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลมีความรุนแรง เนื่องจากอุณหภูมิน้ำที่สูงผิดปกติสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตที่เป็นโครงสร้างสำคัญของระบบนิเวศ เช่น ปะการังและสาหร่ายทะเลขนาดใหญ่ตาย ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตายเป็นวงกว้างของปลาและนกทะเล
“แคลร์ เบอร์กิน” นักวิทยาศาสตร์จากหน่วยวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศของไอร์แลนด์ และหนึ่งในผู้จัดทำรายงาน ระบุว่า แม้น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นอาจดูเป็นเรื่องดีสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศที่มีอากาศเย็น แต่ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลมีความรุนแรงกว่ามาก และอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบนิเวศที่ชุมชนชายฝั่งพึ่งพาเพื่อเป็นแหล่งอาหารและรายได้
นอกจากนี้ คลื่นความร้อนในทะเลยังอาจส่งผลต่อสภาพอากาศบนบก โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่ง เนื่องจากมหาสมุทรและทะเลคายความร้อนออกช้ากว่าพื้นดิน ทำให้อุณหภูมิในช่วงกลางคืนยังคงสูง และเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศร้อนจัด
งานวิจัยยังเชื่อมโยงคลื่นความร้อนในทะเลกับฝนตกหนักบนพื้นที่ชายฝั่ง โดยงานศึกษาที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้พบว่า ประมาณ 5-25% ของเหตุการณ์ฝนตกหนักรุนแรงบนพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลกเกิดขึ้นพร้อมกับคลื่นความร้อนในทะเลในบริเวณใกล้เคียง และเมื่อคลื่นความร้อนในทะเลมีความรุนแรงมาก เหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นอาจมีปริมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30%
“เจมี แอตกินส์” นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอูเทรคต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาครั้งนี้ กล่าวว่า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า และสะท้อนว่าอุณหภูมิสุดขั้วที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปไม่ควรถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
ยุโรปถือเป็นทวีปที่มีอัตราการอุ่นขึ้นเร็วที่สุดในโลก และกำลังเผชิญผลกระทบจากมลพิษที่ทำให้โลกร้อนมากขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ไฟป่า และเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง ขณะที่นักวิชาการและนักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศเตือนว่า การขยายโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มเติมจะยิ่งเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทำให้ระบบนิเวศเข้าใกล้จุดที่อาจฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
