WFX เข้าเทรดวันแรก ยืนเหนือจองไอพีโอ เคทีบีเอสที มองสดใส หุ้น Growth และ Dividend

ข่าววันนี้ 23 ธันวาคม หุ้น WFX บริษัท เวิลด์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในหมวดแฟชั่น เป็นวันแรก ราคาเปิดซื้อขายปรับเพิ่มขึ้นยืนเหนือราคาจอง ไอพีโอ 7.20 บาทต่อหุ้น อยู่ที่ 9.35 บาท เพิ่มขึ้น 2.15 บาท หรือเพิ่มขึ้น 29.86% และปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 9.70 บาท ก่อนจะปรับตัวลดลง ช่วงท้ายตลาด ราคาอยู่ที่ 8.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.30 บาท หรือเพิ่มขึ้น 18.06%
นายชวลิต ติยาเดชาชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เวิลด์เฟล็กซ์ ” ระบุว่า ราคาที่ปรับขึ้นเหนือราคาไอพีโอและมีมูลค่าการซื้อขายคึกคักอย่างมาก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายเส้นด้ายยางยืดรายใหญ่ในโลก และเป็นรายแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ตามแนวโน้มอุตสาหกรรมสิ่งทอของโลกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
“ต้องขอขอบคุณผู้ถือหุ้นและนักลงทุนที่ให้การต้อนรับ WFX อย่างอบอุ่น ทีมงานและผู้บริหารของบริษัทฯ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเตรียมนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนในครั้งนี้ ไปลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเส้นด้ายยางยืดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 12,400 ตัน/ปี แบ่งเป็นเฟส 1 กำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 6,200 ตัน/ปี คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนกรกฎาคม 2565 และเฟส 2 กำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 6,200 ตัน/ปี คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมกราคม 2566”
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WFX กล่าวว่า มั่นใจว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วง 1-3 ปี ข้างหน้าของบริษัทฯจะเติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง ตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอในตลาดโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่ง MARKETLINE คาดการณ์มูลค่าตลาดสิ่งทอในประเทศจีนสำหรับปี 2563-2568 ฟื้นตัวและมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 8.70% ต่อปี ซึ่งตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 75% ของบริษัทฯ ทั้งนี้ จากแผนเพิ่มกำลังการผลิต 12,400 ตัน/ปี หรือเพิ่มขึ้น 35% จากปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ 35,000 ตัน/ปี จะช่วยผลักดันรายได้และกำไรในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
นายณัฐ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) (WFX) กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดใหม่ๆในต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพในการเติบโตให้กับ บริษัทฯ จากการขยายกำลังการผลิต และจากจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงวัตถุดิบ เพราะโรงงานผลิตของบริษัทฯอยู่ในประเทศไทย ซึ่งไทยเป็นผู้ผลิตยางอันดับ 1 ของโลก ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเส้นด้ายยางยืด และการที่มีบริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TRUBB) ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำยางข้นในไทย เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ ช่วยให้เข้าถึงวัตถุดิบที่มีคุณภาพในปริมาณที่ต้องการ
นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่ลดลงจาก Economies of Scale และการบริหารงานภายใต้กลยุทธ์ (Growth Strategy) ในการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ทั่วโลก ทำให้มั่นใจว่า WFX พร้อมก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งผู้ผลิตเส้นด้ายยางยืดระดับโลกภายใน 3 ปี ตามแผนงานที่วางไว้
“ในช่วงที่ผ่านมา WFX ได้ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้ารายใหม่ๆโดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรป เช่น ประเทศเยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ เป็นต้น และทวีปอเมริกาใต้ เช่น บราซิล โคลอมเบีย อาร์เจนตินา เพื่อเพิ่มแหล่งที่มาของรายได้และกระจายความเสี่ยงธุรกิจ ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ กระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพของสินค้า ส่งมอบสินค้าตรงเวลา และมีบริการที่น่าประทับใจ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ภายใต้แนวคิด “A Manufacturer of High Quality Natural Rubber Thread” ส่งผลให้ยอดขายและรายได้ในช่วงที่ผ่านมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ”
นายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายวาณิชธนกิจ-ด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ของบริษัท เวิลด์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) (WFX) กล่าวว่า การเข้าเทรดในวันแรกของ WFX ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากนักลงทุนมั่นใจในปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งเห็นได้ชัดจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.12 เท่า และหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯจะลดลงเหลือประมาณ 0.35 เท่า
“เชื่อว่า WFX จะเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนในอนาคต เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตสูง มีคุณสมบัติเป็นหุ้น Growth Stock และ Dividend Stock ที่มีอัตราการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ จากความสามารถทำกำไรที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด”
ทั้งนี้ เห็นได้จากผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรกปี 2564 มีการเติบโตที่โดดเด่นมาก โดยมีรายได้รวม 2,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 874 ล้านบาท หรือ 51% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 1,715 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129 ล้านบาท หรือ 218% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 59 ล้านบาท สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ที่ 15.96% และกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 7.27%
Tag
บทความน่าสนใจอื่นๆ
