"บ้านบาตร" สองศตวรรษแห่งมรดกแรงมือ

กลางพระนครที่จังหวะชีวิตเร่งเร้าอยู่ตลอดเวลา รถยนต์เคลื่อนตัวแน่นขนัด เครนก่อสร้างหมุนวนเหนือเส้นขอบฟ้า และรถไฟฟ้าวิ่งตัดผ่านท้องฟ้าอย่างไม่หยุดพัก ยังมีตรอกสายหนึ่งซ่อนตัวอยู่ใกล้วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เสียงที่ได้ยินในตรอกนั้นแตกต่างจากเสียงเมืองโดยสิ้นเชิง มันคือเสียงค้อนกระทบโลหะ “ป๊อก ๆ ป๊อก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับการนับเวลาที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน เสียงนี้ไม่ได้แข่งขันกับเสียงรถหรือเสียงเครื่องจักร หากดำรงอยู่เคียงข้างอย่างเงียบขรึม และประกาศการมีอยู่ของชุมชนเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “บ้านบาตร”
บ้านบาตร ตรอกเล็กๆ ใต้เงาภูเขาทอง
บ้านบาตร ตั้งอยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ใกล้ภูเขาทอง หากมองจากมุมสูง พื้นที่แห่งนี้ถูกรายล้อมด้วยย่านการค้า การคมนาคม และการท่องเที่ยวที่คึกคัก ทว่าเมื่อเลี้ยวเข้าสู่ตรอกแคบ ๆ ภาพตรงหน้ากลับเปลี่ยนเป็นตึกแถวเก่า บ้านไม้สองชั้น และโรงงานขนาดย่อมที่เปิดประตูโล่งรับลม ภายในมีเตาหลอม เหล็กแผ่น และค้อนวางเรียงราย กลิ่นเหล็กร้อนปะปนกับกลิ่นควันไฟ บรรยากาศที่พบเห็นบอกชัดว่านี่คือพื้นที่ผลิตงานฝีมือที่ยังมีชีวิต มิใช่เพียงชุมชนอยู่อาศัยที่หลงเหลือร่องรอยอดีต
ประวัติของบ้านบาตร ถูกเล่าขานว่ามีต้นทางย้อนกลับไปถึงกรุงศรีอยุธยา หลังการเสียกรุงครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2310 ช่างฝีมือกลุ่มหนึ่งอพยพลงมายังกรุงธนบุรี และเมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 ช่างเหล่านี้ได้ตั้งรกรากบริเวณใกล้วัดสระเกศ ทำเลที่ใกล้วัดมีความสำคัญต่อวิถีชีวิต เนื่องจากบาตรเป็นของใช้จำเป็นของพระภิกษุ และวัดคือศูนย์กลางของชุมชนไทยในยุคนั้น
มณีรัตน์ นาครัตน์ ทายาทช่างรุ่นใหม่ เล่าว่าเธอเติบโตมากับเสียงค้อน “บ้านเราไม่มีวันเงียบ เสียงตีเหล็กคือเสียงประจำวัน” เธออธิบายว่าการสืบทอดไม่ได้เกิดจากการสอนอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่เกิดจากการซึมซับผ่านชีวิตประจำวัน เด็กในชุมชนเห็นพ่อแม่ทำงาน จดจำท่วงท่า จังหวะ และวิธีถือค้อน ก่อนจะเริ่มลงมือช่วยงานทีละขั้นตอน
กายวิภาคของบาตรและคติธรรม
บาตรบ้านบาตรมีโครงสร้างที่ต่างจากบาตรปั๊มอย่างสิ้นเชิง หนึ่งใบประกอบจากเหล็ก 8 ชิ้น ซึ่งช่างเชื่อมโยงกับมรรคมีองค์ 8 ในพระพุทธศาสนา ส่วน “หน้าวัว” 4 ชิ้นที่เรียงตัวรอบบาตรมีคติผูกกับตำนานเทวดาสี่องค์ที่ถวายบาตรแด่พระพุทธเจ้า ก่อนพระองค์จะทรงอธิษฐานรวมเป็นใบเดียว โครงสร้างนี้ทำให้บาตรบ้านบาตรมีลักษณะเฉพาะที่สามารถสังเกตได้จากรอยตะเข็บและแนวเชื่อม
วรชาติ สุขประเสริฐ หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมชุมชน อธิบายว่า “บาตรทำมือไม่มีแม่พิมพ์ ทุกขั้นตอนอาศัยแรงคน เหล็กต้องถูกตัด งอ เชื่อม และตีจนขึ้นรูป รอยที่เห็นคือหลักฐานของกระบวนการ” บาตรหนึ่งใบต้องผ่านมากกว่า 20 ขั้นตอน ตั้งแต่การตัดเหล็ก งอขึ้นรูป เชื่อมปากบาตร ตีตะเข็บ ตีเม็ด เก็บตะไบ ล้าง และทำสี หากกระจายงานหลายครัวเรือนจะใช้เวลาประมาณ 2–3 วัน แต่หากช่างคนเดียวทำครบทุกขั้นตอนอาจใช้เวลานานถึงหนึ่งสัปดาห์
ต้นทุนการผลิตต่อใบเริ่มต้นประมาณ 570 บาท ยังไม่รวมค่าแล่นและทำสี ขณะที่ราคาขายบาตรทำมือขนาด 7 นิ้วอยู่ราว 800–900 บาท และขนาดใหญ่ 1,400–1,500 บาท ความแตกต่างระหว่างต้นทุนกับราคาขายสะท้อนระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กที่อาศัยแรงงานเข้มข้น รายได้กระจายไปยังหลายครัวเรือน บ้านหนึ่งอาจได้ค่าแรงหลักสิบหรือหลักร้อยบาทต่อใบ การทำงานหนึ่งใบจึงเกี่ยวพันกับหลายมือ หลายครอบครัว และหลายช่วงวัย
ทัศนีย์ สุขะศิริวัฒน์ ช่างตีเม็ดซึ่งทำงานในชุมชนมานาน เล่าย้อนถึงภาพในอดีตว่า “เมื่อก่อนเดินผ่านตรอกไหนก็ได้ยินเสียงตีบาตร บ้านแทบทุกหลังทำงาน ตอนนี้เหลือไม่กี่บ้าน” เธอยอมรับว่าจำนวนช่างลดลงอย่างต่อเนื่อง งานฝีมือที่เคยเป็นอาชีพหลักของชุมชนกลายเป็นงานเฉพาะกลุ่ม
แม้งานจะหดตัว บทบาทของการตีบาตรยังมีความสำคัญต่อผู้สูงอายุในชุมชน ผู้ที่มีทักษะสามารถทำงานและมีรายได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีเยาวชนบางส่วนเข้ามาช่วยงาน เนื่องจากสามารถทำควบคู่กับการเรียน มีรายได้รายวัน และไม่ต้องลงทุนสูง
จุดเปลี่ยนในปี 2513 และสมรภูมิราคา
ปี พ.ศ. 2513 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อกรมศาสนาอนุญาตให้พระภิกษุใช้บาตรผลิตด้วยเครื่องจักรได้ บาตรปั๊มจากโรงงานมีราคาประมาณ 100–200 บาท และสามารถผลิตได้มากกว่าร้อยใบต่อวัน ช่องว่างราคาที่ต่างกันถึง 8–10 เท่าส่งผลโดยตรงต่อช่างบ้านบาตร ตลาดหันไปหาบาตรปั๊มอย่างรวดเร็ว หลายครอบครัวเลิกอาชีพ บางคนเปลี่ยนไปทำงานรับจ้างทั่วไป เสียงค้อนที่เคยดังตั้งแต่เช้าจรดค่ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ปีถัดมา ชาวบ้านรวมตัวตั้งสมาคมผู้ค้าบาตรไทยตามคำแนะนำของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อรักษาตลาดและต่อรองกับโรงงาน แม้จะมีความพยายามกำหนดมาตรการควบคุมการผลิตบาตรเครื่องจักร แต่การแข่งขันยังคงดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าครึ่งศตวรรษ
ปัจจุบัน นอกจากบาตรปั๊มแล้ว บาตรสแตนเลสราคา 3,000–3,500 บาทได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากทนทาน ไม่เป็นสนิม และดูแลรักษาง่าย แม้ราคาสูงกว่าบาตรปั๊ม แต่คุณสมบัติด้านความสะดวกทำให้ตลาดบางส่วนหันไปเลือกใช้ การแข่งขันในตลาดจึงมีหลายระดับและกดดันช่างบ้านบาตรในทุกมิติ
เหล็ก เบอร์ 23 ถึงน้ำพี้ บันทึกการปรับตัวของช่างบ้านบาตร
ในอดีต วัสดุที่ใช้ทำบาตรของช่างบ้านบาตรสะท้อนสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของยุคสมัยอย่างชัดเจน ถังเหล็กบรรจุยางมะตอยจากเทศบาล ซึ่งมีราคาถังละเพียงสิบกว่าบาท กลายเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ เหล็กจากถังประเภทนี้มีความบาง น้ำหนักเบา และตีขึ้นรูปได้ง่าย เหมาะกับการขึ้นโครงบาตรด้วยแรงมือ ช่างรุ่นเก่าเล่าว่าในช่วงเวลานั้น การเข้าถึงวัสดุไม่ได้ซับซ้อน เหล็กเหลือใช้จากระบบสาธารณูปโภคของเมืองถูกนำมาปรับใช้ใหม่ เกิดเป็นวัฏจักรของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ทว่าเมื่อการผลิตชะงักลงและกลับมาฟื้นตัวในยุคที่ตลาดแข่งขันสูงขึ้น วัสดุแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ด้านความทนทานได้อีกต่อไป
การหันมาใช้เหล็กแผ่นคุณภาพสูง เบอร์ 23–18 จากย่านหัวลำโพง จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบ้านบาตร แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 บาทต่อแผ่น แต่เหล็กชนิดใหม่นี้มีความหนาแน่นและแข็งแรงกว่าเดิม ทำให้บาตรมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และสามารถแข่งขันกับบาตรปั๊มจากโรงงานหรือบาตรสแตนเลสได้ดีขึ้น การปรับวัสดุครั้งนี้สะท้อนความพยายามของช่างในการรักษาคุณภาพควบคู่กับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ เพราะในตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความทนทาน วัสดุที่ดีขึ้นคือเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น
ล่าสุด ความพยายามก้าวต่อไปของบ้านบาตรปรากฏผ่านแนวคิดของครูหิรัญ เสือศรีเสริม ทายาทรุ่นที่ 6 ของตระกูลช่าง ซึ่งทดลองทำบาตรจากเหล็กน้ำพี้ เหล็กมงคลจากจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งและคุณค่าทางความเชื่อ หากการทดลองสำเร็จ บาตรน้ำพี้ใบแรกที่ผลิตด้วยวิธีบุแบบดั้งเดิมจะถือกำเนิดขึ้น นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวัสดุ หากเป็นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับคุณค่าทางวัฒนธรรมร่วมสมัย การทดลองครั้งนี้สะท้อนแนวคิดของช่างบ้านบาตรที่พร้อมปรับตัวและพัฒนา โดยยังคงยึดกระบวนการผลิตแบบแรงมือเป็นหัวใจสำคัญของงานช่าง
ที่ดิน การพัฒนาเมือง และความไม่แน่นอน
นอกเหนือจากแรงกดดันด้านตลาดและการแข่งขันกับระบบอุตสาหกรรมแล้ว ชุมชนบ้านบาตรยังเผชิญอีกมิติหนึ่งที่ส่งผลต่อความอยู่รอดโดยตรง นั่นคือโครงสร้างการถือครองที่ดิน บ้านบาตรตั้งอยู่บนที่ดินของสำนักงานพระคลังข้างที่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำสัญญาเช่าระยะยาวประมาณ 30 ปี การอยู่อาศัยและการประกอบอาชีพจึงผูกพันกับเงื่อนไขการเช่าเป็นหลัก ความมั่นคงของพื้นที่ทำงานและบ้านเรือนขึ้นอยู่กับการต่อสัญญาและทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ชุมชนต้องบริหารจัดการพื้นที่ด้วยความระมัดระวัง ทั้งในแง่การลงทุนปรับปรุงอาคารและการวางแผนระยะยาวของครอบครัว
บริบทของกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพิ่มแรงกดดันต่อชุมชนดั้งเดิม โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ซึ่งกำลังก่อสร้างใกล้พื้นที่ ส่งผลให้บ้านบางหลังต้องรื้อถอนหรือปรับเปลี่ยนสภาพการใช้งาน พื้นที่ที่เคยเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและโรงงานขนาดย่อมถูกบีบให้ปรับตัวตามข้อกำหนดด้านผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมสร้างโอกาสด้านการเข้าถึงและการท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงกดดันด้านมูลค่าที่ดินและการใช้ประโยชน์พื้นที่ ซึ่งอาจกระทบต่อชุมชนที่ดำรงอยู่ในรูปแบบดั้งเดิม
ก่อนหน้านั้น ในปี 2551 ชุมชนได้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยและจัดระเบียบพื้นที่ใหม่ การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเสริมความมั่นคงของที่อยู่อาศัย ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ทำงานของช่างตีบาตรไว้ในโครงสร้างชุมชนเดิม ความพยายามนี้สะท้อนการปรับตัวของบ้านบาตรที่ต้องประสานทั้งมิติทางสังคมและกฎหมาย เพื่อให้สามารถดำรงอาชีพดั้งเดิมต่อไปได้ท่ามกลางเมืองที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
การดำรงอยู่ของบ้านบาตรจึงเกี่ยวพันกับนโยบายผังเมือง การคมนาคม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียงค้อนในตรอกเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว หากต้องอยู่ร่วมกับเสียงก่อสร้าง รถไฟฟ้า และแรงขับของมหานคร การรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเมืองกับการคงอยู่ของงานฝีมือดั้งเดิม จึงเป็นโจทย์สำคัญที่กำหนดอนาคตของชุมชนบ้านบาตรในระยะยาว
การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาและบทบาทครูหิรัญ
ปี พ.ศ. 2555 กรมส่งเสริมวัฒนธรรมขึ้นทะเบียน “บาตรบ้านบาตร” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และยกระดับเป็นระดับจังหวัดในปี 2561 เอกสารระบุสถานะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญหาย ต้องได้รับการส่งเสริมอย่างเร่งด่วน การขึ้นทะเบียนช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างและเปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาสนับสนุน
ครูหิรัญ เสือศรีเสริม มีบทบาทสำคัญในการผลักดันบ้านบาตรให้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคม เขาเปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และประสานงานกับมหาวิทยาลัย เช่น สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการจัดนิทรรศการและเสวนา โครงการ “สืบสานศิลป์ บาตรบ้านบาตร” ที่จัดขึ้นในปี 2568 เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทำให้บ้านบาตรเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่
คนทำงานและอนาคตที่ยังไม่ชัดเจน
ปัจจุบันมีครัวเรือนที่ยังทำบาตรจริงประมาณ 4–6 หลัง ช่างรวม 20–30 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เยาวชนบางส่วนเข้ามาช่วยงานเนื่องจากมีรายได้รายวันและไม่ต้องลงทุนสูง ทว่าเส้นทางอาชีพในยุคปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น งานตีบาตรต้องแข่งขันกับงานในภาคบริการและอุตสาหกรรม
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่การสืบทอดองค์ความรู้ เมื่อคนรุ่นปัจจุบันหยุดมือ ใครจะยกค้อนต่อ อนาคตของบ้านบาตรขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างคุณค่าทางวัฒนธรรมกับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ
ระหว่างศรัทธา ตลาด และเมือง
บ้านบาตรดำรงอยู่ในจุดตัดของศรัทธา ตลาด และโครงสร้างเมือง บาตรทำมือมีต้นทุนสูงและใช้เวลาในการผลิต ขณะที่บาตรปั๊มและบาตรสแตนเลสตอบโจทย์ตลาดในด้านราคาและความสะดวก เสียงค้อนที่ยังดังอยู่ในตรอกเล็ก ๆ แห่งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการขึ้นรูปโลหะ มันคือเสียงของการยืนยันตัวตน การรักษามรดกทางวัฒนธรรม และการต่อรองกับความเปลี่ยนแปลงของเมือง
ตราบใดที่บาตรยังถูกยกขึ้นในการบิณฑบาตยามเช้า
และตราบใดที่ยังมีช่างยกค้อนขึ้นทุกวัน
บ้านบาตรแห่งนี้…ก็ยังมีลมหายใจ
แม้ลมหายใจนั้นจะเบาบางกว่าที่เคย
แต่ยังคงดำรงอยู่ท่ามกลางมหานครที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
