รีเซต

เจาะลึกขุมกำลังมหาอำนาจสหรัฐฯ ปะทะ ยุทธศาสตร์เฉพาะตัวของอิหร่าน

เจาะลึกขุมกำลังมหาอำนาจสหรัฐฯ ปะทะ ยุทธศาสตร์เฉพาะตัวของอิหร่าน
TNN ช่อง16
5 กุมภาพันธ์ 2569 ( 13:51 )
14

เมื่อเปรียบเทียบแสนยานุภาพทางอากาศระหว่างสองชาติ จะเห็นความแตกต่างทางด้านปริมาณและเทคโนโลยีอย่างชัดเจน สหรัฐอเมริกาครองความได้เปรียบมหาศาลด้วยจำนวนเครื่องบินรบมากกว่า 13,000 ลำ ซึ่งรวมถึงอากาศยานล้ำสมัยอย่าง B-2, F-22 และ F-35 ในขณะที่อิหร่านมีเครื่องบินรบประมาณ 600 ลำ โดยพึ่งพาเครื่องบินผสมผสานระหว่างรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เช่น MiG-29 และ Su-35 นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีหัวรบนิวเคลียร์พร้อมใช้งานถึง 5,000 หัวรบ ในขณะที่ข้อมูลระบุว่าอิหร่านไม่มีระเบิดนิวเคลียร์ในครอบครอง

ในสมรภูมิทางทะเลและขีปนาวุธ สหรัฐฯ เน้นการครองน่านน้ำทั่วโลก (Blue-water navy) ด้วยเรือรบ 470 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน 11 ลำ และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ 70 ลำ พร้อมระบบป้องกันขีปนาวุธชั้นสูงอย่าง THAAD และ Patriot ส่วนอิหร่านเลือกใช้ยุทธศาสตร์ที่แตกต่าง โดยเน้นเรือรบจำนวน 90 ลำที่คล่องตัวสูง เรือดำน้ำขนาดเล็ก (Midget) และเรือดำน้ำชายฝั่ง แต่จุดที่น่าจับตามองคือการพัฒนาขีปนาวุธ Fattah แบบ Hypersonic ของอิหร่านที่ออกแบบมาเพื่อเจาะทะลุระบบป้องกันโดยเฉพาะ

ด้านกำลังพลและยุทธวิธี การรบของสหรัฐฯ มุ่งเน้นความแม่นยำของข้อมูลข่าวสาร สงครามไซเบอร์ และเทคโนโลยีอวกาศ โดยมีทหารประจำการถึง 1.4 ล้านนาย และรถถัง 4,600 คัน ส่วนอิหร่านซึ่งมีทหารประจำการ 6.5 แสนนายและรถถัง 2,000 คัน ได้หันมาใช้กลยุทธ์ "สงครามโดรนพลีชีพ" และการใช้กองกำลังขนาดเล็กที่โจมตีได้รวดเร็ว เพื่อสร้างความได้เปรียบในรูปแบบสงครามบั่นทอนกำลังหรือสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) แทนการปะทะซึ่งหน้า

เกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนคือ อิหร่านเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ยังคงประจำการเครื่องบินรบ F-14A Tomcat ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขายให้เองในอดีตช่วงก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979 แม้ปัจจุบันทั้งสองชาติจะยืนอยู่คนละฝั่งและมีขีดความสามารถทางทหารที่แตกต่างกันมาก แต่การพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทางอย่างโดรนและขีปนาวุธความเร็วสูงของอิหร่าน ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สมรภูมินี้ยังคงมีความตึงเครียดและประมาทไม่ได้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง