บทบาทและการประยุกต์ใช้ AI ในตลาดทุนไทย

Key Findings:
SET Note ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอบทบาทและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดทุนไทย ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ AI ในระดับสากล ซึ่งมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้:
- การใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ทั่วโลกเติบโตต่อเนื่อง โดยสัดส่วนการใช้งาน AI ของประชากรวัยทำงานทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อยู่ที่ 16.30% เพิ่มขึ้นจาก 15.10% ในช่วงครึ่งแรกของปี โดยประเทศไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ 10.7% อยู่ที่อันดับที่ 89 ของโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาความสม่ำเสมอของการใช้งาน พบว่า คนไทยมีความตื่นตัวต่อการใช้ AI ซึ่งมีความถี่ในการใช้งาน AI สูงกว่าทั้งค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และค่าเฉลี่ยทั่วโลก
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน โดยนำ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกมิติ ทั้งการกำกับดูแลตลาดเชิงรุก (Proactive Surveillance & Regulatory Technology) การพัฒนาแพลตฟอร์ม ATLAS (Automated Thai Listed Company AI-Info System) ร่วมกับ Google Cloud เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนจากหลายแหล่ง และการเสริมความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยระบบการตรวจหาและการตอบสนองต่อภัยคุกคามข้อมูลประจำตัว (Identity Threat Detection and Response: ITDR) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน
- ในด้านการกำกับดูแลได้ออก “คู่มือกรอบการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) ในตลาดทุน” เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเทคโนโลยีมาใช้ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
- ผลสำรวจจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ระบุว่า บริษัทหลักทรัพย์กว่า 53% ได้นำ AI มาช่วยในการดำเนินงานแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่งานด้าน IT งานหน้าบ้าน (Front Office) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า งานหลังบ้าน (Operation) เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และการบริหารความเสี่ยงด้วย Machine Learning
- โดยสรุป ในตลาดทุนไทยได้นำ AI มาประยุกต์ใช้เป็นในหลายมิติ โดยให้ความสำคัญกับ “การเปลี่ยนข้อมูล (Data) ให้เป็นมูลค่า (Value)” อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการนำ AI มาใช้ในอนาคต คือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และการจัดการด้านพลังงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีในระยะยาว
- โดยสรุป ในตลาดทุนไทยได้นำ AI มาประยุกต์ใช้เป็นในหลายมิติ โดยให้ความสำคัญกับ “การเปลี่ยนข้อมูล (Data) ให้เป็นมูลค่า (Value)” อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการนำ AI มาใช้ในอนาคต คือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และการจัดการด้านพลังงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีในระยะยาว
ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีทางเลือกแต่ได้กลายเป็นเครื่องมือที่แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างเต็มตัว โดยส่วนใหญ่ได้นำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือ (tools) ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น การช่วยร่างและโต้ตอบอีเมล การสรุปเนื้อหาจากการประชุม หรือการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นรายงานที่เข้าใจง่าย
ในขณะเดียวกัน AI ยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด้านความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยระดมสมองหาไอเดียใหม่ๆ การออกแบบงานกราฟิก ไปจนถึงการเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวที่ช่วยตอบคำถามและวางแผน และช่วยให้สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและการทำงานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่ความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น
จากรายงาน Global AI Adoption in 2025 A Widening Digital Divide[1] ของ Microsoft AI Economy Institute ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 พบว่า การใช้งาน AI ทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 โดยการใช้งาน AI อยู่ที่ 16.30% ของประชากรที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน (working age population) เพิ่มขึ้น 1.20% จากครึ่งปีแรกที่อยู่ที่ 15.10% และจากรายงานยังเปิดเผยอีกว่ากลุ่มประเทศในซีกโลกเหนือ (Global North) มีสัดส่วนการใช้งาน AI เกือบ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) โดยประชากรวัยทำงานของกลุ่มประเทศในซีกโลกเหนือมีการใช้ AI มากถึง 24.7% ในขณะที่กลุ่มประเทศในซีกโลกใต้มีการใช้ AI เพียง 14.1% เท่านั้น
จากตารางที่ 1 ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ นอร์เวย์ ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศส เป็นประเทศที่มีสัดส่วนผู้ใช้งาน AI ต่อประชาชนวัยทำงานสูงสุด 5 อันดับแรกของโลก โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ในอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนประชากรวัยทำงานที่ใช้ AI อยู่ที่ 64.0% เพิ่มขึ้นจากในช่วงครึ่งแรกของปีที่อยู่ที่ 59.4% สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 89 ของโลก โดยมีประชากรวัยทำงานที่ใช้ AI ในช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ 10.7% เพิ่มขึ้นจากในช่วงครึ่งแรกของปีที่อยู่ที่ 9.1%
แม้เผชิญความท้าทายด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน แต่การใช้งานของ AI ทั่วโลก ยังเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสครั้งใหญ่โดยเฉพาะคนไทยที่มีความตื่นตัวและเปิดรับทักษะใหม่อย่างโดดเด่น สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
การใช้งาน AI ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการคาดการณ์ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ที่คาดว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “เทคโนโลยีที่ใช้เฉพาะด้าน” (Specific-Purpose Technology: SPT) ไปสู่ “เทคโนโลยีที่ใช้งานกันทั่วไปหรือเทคโนโลยีอเนกประสงค์” (General-Purpose Technology: GPT) เช่นเดียวกับไฟฟ้าในอดีต อย่างไรก็ตาม IEA ได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าในระบบการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อปริมาณการใช้งาน (Grid Strain) และส่งผลต่อเนื่องทำให้การขยายตัวของ Data Center ทั่วโลกกว่า 20% ต้องเผชิญภาวะล่าช้า
เมื่อพิจารณาการใช้งาน AI ในประเทศไทย มี 2 รายงานที่น่าสนใจ คือ รายงาน Global AI Adoption in 2025 A Widening Digital Divide ที่เปิดเผยว่า คนไทยมีการใช้งาน AI ประมาณ 10.7% ของประชากรวัยทำงาน จากตัวเลขดูเหมือนค่อนข้างน้อย แต่ถ้าพิจารณาความถี่ในการใช้งานที่เปิดเผยในรายงาน Decoding Global Talent 2024: GenAI Edition ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 1.5 แสนคนทั่วโลก พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าคนไทยมีความตื่นตัวต่อเทคโนโลยีนี้อย่างมาก โดย 48% ของกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทย มีการใช้งานต่อเนื่องและสม่ำเสมอเมื่อพิจารณาความถี่ในการใช้งานในแต่ละเดือน ซึ่งสูงกว่าทั้งค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (44%) และค่าเฉลี่ยทั่วโลก (39%) ทั้งนี้ กลุ่มผู้ใช้งานหลักคือคนรุ่นใหม่ในช่วงอายุ 18 - 24 ปี ซึ่งวัตถุประสงค์หลักในการนำ AI มาใช้คือ การสนับสนุนงานด้านการเขียน งานสร้างสรรค์ การจัดการความรู้ และงานธุรการพื้นฐาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงาน ดังนั้น ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ทำงานด้านเทคโนโลยี การตลาดและสื่อประชาสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม แม้สถิติการใช้งานจะสะท้อนว่าคนไทยมีทักษะและการเปิดรับสูง แต่ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 89 ของโลก ซึ่งความท้าทายสำคัญในการยกระดับอันดับนี้ คือความจำเป็นในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ให้มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทว่าการเติบโตดังกล่าวย่อมต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางพลังงานไฟฟ้ามหาศาลและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนไทยประยุกต์ใช้ AI ในการดำเนินงาน ทั้งระดับโครงสร้างพื้นฐานและบริษัทหลักทรัพย์ โดยจากผลสำรวจของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า บริษัทหลักทรัพย์กว่าครึ่งต่างเร่งนำ AI มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ
เพื่อพิจารณาการใช้งาน AI ในตลาดทุน พบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในหลายมิติ ตั้งแต่ต้นทาง คือ คัดกรองเอกสารไฟลิ่ง (Filing) ของบริษัทที่ขอจดทะเบียนในขั้นตอนการเตรียมการนำเสนอขายหลักทรัพย์ (IPO) ทั้งการตรวจจับรายการซื้อขายผิดปกติ อาทิ การปั่นหุ้น การใช้ข้อมูลภายในมาซื้อขาย เป็นต้น การวิเคราะห์พฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายของระบบอัลกอริทึมความถี่สูง (HFT) เพื่อพยากรณ์การกระจายตัวของสภาพคล่อง (Liquidity Profiles) ในช่วงเวลาที่ตลาดตึงเครียด ตลอดจนการใช้ AI ในการวิเคราะห์สถานการณ์ในอดีตจากข้อมูลเชิงลึก (Tick Data) เพื่อสร้างแบบจำลองคาดการณ์ภาวะตลาดล่มหรือภาวะที่ระบบจะเกิดความผันผวนรุนแรง (Market Stress) และให้ AI ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าให้ผู้บริหารตลาดสามารถเตรียมมาตรการรับมือ เป็นต้น
ในด้านการกำกับดูแลได้มีการจัดทำและเผยแพร่ “คู่มือกรอบการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) ในตลาดทุน” เพื่อเป็นแนวทางสำหรับ ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนในการนำเทคโนโลยี AI และ ML (ภาพที่ 1) มาใช้ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ใช้งานและสังคมโดยรวม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการกำกับดูแลที่มุ่งสนับสนุนนวัตกรรมควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้ลงทุนและเสถียรภาพของตลาดทุน
ที่มา: กรอบการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ในตลาดทุน โดยสำนักงาน ก.ล.ต.
ขณะเดียวกันหน่วยงานที่ให้บริการในตลาดทุนทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเชิงรุกด้านการกำกับดูแล ตามรายละเอียดดังนี้
การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนไทยผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมสร้างความโปร่งใส และยกระดับความสามารถในการกำกับดูแลตลาดทุนให้เท่าทันกับความซับซ้อนของธุรกรรมและข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยการนำ AI มาใช้ครอบคลุมทั้งด้านการกำกับดูแลการซื้อขาย การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน การบริหารจัดการข้อมูล การพัฒนาระบบสารสนเทศ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
ในด้านการกำกับดูแลตลาด (Market Surveillance) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนาระบบกำกับดูแลเชิงรุก (Proactive Surveillance & RegTech) จากแนวทางดั้งเดิมที่อาศัยกฎเกณฑ์ (Rule-based) สู่การใช้โมเดล AI และ Machine Learning เพื่อเรียนรู้รูปแบบพฤติกรรม
การซื้อขายในอดีตและตรวจจับธุรกรรมที่อาจเข้าข่ายการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Market Misconduct) ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น อาทิ การส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะสร้างราคาหลักทรัพย์ (Spoofing และ Layering) หรือการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที รวมถึงช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อประกอบการตัดสินใจด้านการกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ นำ AI มาสนับสนุนการกำกับดูแลเชิงรุก โดยต่อยอดจากแนวคิดการกำกับดูแลและตรวจสอบตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Supervision: RBS) กล่าวคือความเข้มงวดของการกำกับดูแลจะแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยง โดยพิจารณาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากงบการเงิน ความเห็นผู้สอบบัญชี ข่าวสาร และการเปิดเผยข้อมูลของ บริษัทจดทะเบียน ในการประเมินความเสี่ยงและตรวจจับธุรกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถแจ้งเตือนประเด็นสำคัญต่อผู้ลงทุนได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย
ขณะเดียวกันได้จัดตั้ง Common AI API Service ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางสำหรับเชื่อมต่อบริการ AI เข้ากับระบบงานต่าง ๆ ขององค์กร ช่วยให้การพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรม AI เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร และอีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ การพัฒนาแพลตฟอร์ม ATLAS (Automated Thai Listed Company AI-Info System) ร่วมกับ Google Cloud ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง (Capital Market Intelligence Platform) ที่ผสานเทคโนโลยี Generative AI เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนจากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ข่าวสาร การเปิดเผยข้อมูล กฎเกณฑ์ และข้อมูลการซื้อขายเบื้องต้น ให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าถึงและใช้งานได้ง่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรภายในตลาดทุนทุกฝ่าย ทั้งบุคคลากรในตลาดหลักทรัพย์ฯ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ในตลาดทุน ซึ่งถือว่าเป็นการที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางข้อมูลอัจฉริยะของตลาดทุนไทยในอนาคต
นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำ Generative AI มาใช้งานในหลากหลายด้าน อาทิ การสืบค้นและสรุปข้อมูล การแปลภาษา การถอดเสียงเป็นข้อความ และการสร้างสื่อดิจิทัล เป็นต้น โดยพิจารณาถึงความปลอดภัยและความเหมาะสมของแต่ละงาน และเริ่มนำ AI Coding มาใช้สนับสนุนกระบวนการพัฒนาระบบภายในองค์กร โดย AI สามารถช่วยสร้างโค้ดพื้นฐานและสนับสนุนการพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระยะเวลาการพัฒนาในบางระบบงานลดลงได้ถึงประมาณร้อยละ 50 ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนานวัตกรรมและการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานในยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน โดยนำ AI มาใช้ในการตรวจจับภัยคุกคามทางไซเบอร์และพฤติกรรมการเข้าใช้งานที่ผิดปกติผ่านระบบการตรวจหาและการตอบสนองต่อภัยคุกคามข้อมูลประจำตัว (Identity Threat Detection and Response: ITDR) รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มในการป้องกันชื่อเสียงและทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร (Brand Protection Platform) เพื่อเฝ้าระวังเว็บไซต์ ข่าวสาร และโฆษณาหลอกลวงที่แอบอ้างการลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ ช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย
การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการนำ AI มาประยุกต์ใช้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนในทุกมิติ ตั้งแต่ข้อมูล การกำกับดูแล ความปลอดภัย และการให้บริการแก่ผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI อย่างยั่งยืน
การประยุกต์ใช้ในธุรกิจหลักทรัพย์
จากรายงาน Capital Market Note เรื่อง “การประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจหลักทรัพย์และกฎเกณฑ์ที่ต้องคอยติดตาม” ที่จัดทำโดยสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ได้เปิดเผยผลการสำรวจเกี่ยวกับการใช้ Artificial Intelligence (AI) ภายในองค์กร จากบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ จำนวน 28 บริษัท พบว่า 53% ของกลุ่มตัวอย่างนำ AI มาช่วยในการดำเนินงาน และอีก 18% วางแผนจะนำ AI มาใช้ในช่วง 1 - 2 ปีต่อไป และ 29% ยังไม่มีแผนที่จะนำมาใช้
ลักษณะงานที่บริษัทหลักทรัพย์นำ AI มาประยุกต์ใช้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ดังนี้
• ส่วนใหญ่เป็น งานด้านทั่วไป อาทิ การเขียน การทำรายงาน เป็นต้น
• ตามมาด้วยงานด้าน IT อาทิ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น
• งานหน้าบ้าน หรือ Front Office ที่ทำหน้าที่ติดต่อโดยตรงกับลูกค้า ที่นำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและติดตามความคิดเห็นของลูกค้า การใช้ Chatbot และ AI ในการให้คำปรึกษาเบื้องต้นและตอบข้อซักถามของนักลงทุน
• งานหลังบ้าน หรือ Operation ที่นำ AI มาใช้ในการจัดทำรายงานต่างๆ และลดขั้นตอนงานซ้ำซ้อน และ
• งานด้านการบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลกิจการ โดยใช้ระบบ Machine Learning ช่วยตรวจสอบความผิดปกติและประเมินความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
รูปแบบของ AI ที่บริษัทหลักทรัพย์นำมาใช้ ส่วนใหญ่หรือกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างจัดซื้อ AI สำเร็จรูปมาใช้ในการทำงาน ตามมาด้วยจัดซื้อมาแล้วนำมาพัฒนาต่อเพื่อใช้งาน และส่วนน้อยที่พัฒนา AI เพื่อใช้งานเอง
เมื่อติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมของการนำ AI มาใช้จากบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ พบว่า บริษัทหลักทรัพย์กำลังใช้ AI ในหลากหลายด้าน ทั้งเพื่อดึงดูดลูกค้าด้วยบริการที่สะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุนด้านบุคลากรในส่วนที่ระบบอัตโนมัติทำแทนได้ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมายควบคุมการให้บริการทางการเงิน อาทิ
• ในขั้นตอนการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นออนไลน์ บล. ได้นำ AI ใช้ยืนยันตัวตนเพื่อป้องกันการปลอมแปลงตัวตนจากมิจฉาชีพ จากการนำภาพถ่ายหรือวิดีโอ (Deepfake) มาสวมสิทธิ์สแกนใบหน้า
• การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการลงทุนของลูกค้าเพื่อทำการตลาดแบบแบ่งกลุ่มเฉพาะ (Hyper-personalization) หรือศึกษาพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตรงความต้องการในเวลาที่เหมาะสม
• การใช้ AI ในการจัดพอร์ตลงทุนและปรับสัดส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก หรือพัฒนาระบบคัดหุ้นด้วยระบบ AI และระบบซื้อขายอัตโนมัติ
• การใช้ AI ตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์ที่เข้ามายังระบบส่งคำสั่งซื้อขาย หรือวิเคราะห์พฤติกรรมการโอนเงินเข้า-ออกพอร์ตที่ผิดปกติเพื่อป้องกันการฟอกเงินและการใช้บัญชีม้า เป็นต้น
ดังนั้น อาจสรุปกลยุทธ์โดยรวมของบริษัทหลักทรัพย์ในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ก็คือ “การเปลี่ยนข้อมูล (Data) ให้เป็นมูลค่า (Value)”
โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า การประยุกต์ใช้ AI ในตลาดทุนโลกและประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่มีความท้าทายในด้านต้นทุนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ที่ต้องเร่งขยายตัว สำหรับตลาดทุนไทย หน่วยงานกำกับดูแลได้วางกรอบการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทหลักทรัพย์ได้นำ AI มาขับเคลื่อนงานหลากหลายมิติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และในฉบับต่อไปจะนำเสนอการปรับตัวและการประยุกต์ใช้ AI ของบริษัทจดทะเบียนต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
