รีเซต

สรุป "ไทยช่วยไทยพลัส" รัฐบาลแจกเงิน 1,000 บาท นาน 4 เดือน ช่วยคนไทย 43 ล้านคน บรรเทาค่าครองชีพ ฝ่าวิกฤตพลังงาน ช่วยใครบ้าง?

สรุป "ไทยช่วยไทยพลัส" รัฐบาลแจกเงิน 1,000 บาท นาน 4 เดือน ช่วยคนไทย 43 ล้านคน บรรเทาค่าครองชีพ ฝ่าวิกฤตพลังงาน ช่วยใครบ้าง?
TNN ช่อง16
26 พฤษภาคม 2569 ( 08:00 )

"ไทยช่วยไทยพลัส" รัฐบาลไทย เข็นมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ รับมือวิกฤตพลังงาน


รัฐบาลไทยเปิดตัวมาตรการเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งถือเป็นการมัดรวมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนรับมือค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานโลก


กระทรวงการคลังย้ำว่า มาตรการนี้ไม่ใช่ “การแจกเงินทั่วไป” แต่เป็นมาตรการเร่งด่วนที่ออกแบบมาเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก และลดแรงกระแทกจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือสงครามในภูมิภาคดังกล่าว ราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงพุ่งขึ้นทันที ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง


เพราะ “พลังงาน” เป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการขนส่ง การผลิตสินค้า ค่าอาหาร หรือค่าบริการต่าง ๆ เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือภาระค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


กระทรวงการคลังจึงมองว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ โดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญปัญหาตามมา ทั้งการปิดกิจการ การว่างงาน และกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรวดเร็ว


รัฐบาลจึงเร่งผลักดัน “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อประคับประคองกำลังซื้อ ลดภาระค่าใช้จ่าย และพยุงเศรษฐกิจฐานรากไม่ให้ทรุดตัวลงไปมากกว่านี้


ช่วยคนไทย 43 ล้านคน เติมเงิน 1,000 บาท นาน 4 เดือน


มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนทั่วไปผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”


กลุ่มแรก : ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ


รัฐบาลเพิ่มวงเงินช่วยเหลือให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.18 ล้านคน จากเดิม 300 บาทต่อเดือน เพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน


ผู้ได้รับสิทธิ ไม่ต้องลงทะเบียนเพิ่มเติม ระบบจะโอนวงเงินเข้าบัตรให้อัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 รวมระยะเวลา 4 เดือน


สิทธิที่ได้รับสามารถใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านธงฟ้า รวมถึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น


* ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคน ทุก 3 เดือน

* ค่าเดินทางสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน

* ค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

* ค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

* เบี้ยผู้พิการเพิ่ม 200 บาทต่อเดือน


อย่างไรก็ตาม วงเงินดังกล่าวไม่สามารถสะสมไปเดือนถัดไปได้ หากใช้ไม่หมดจะถูกตัดสิทธิในรอบเดือนนั้นทันที


“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40%


อีกหนึ่งมาตรการสำคัญ คือ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ซึ่งต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิม แต่ครั้งนี้รัฐบาลช่วยจ่ายมากขึ้นเป็น 60% ส่วนประชาชนจ่ายเอง 40%


รัฐบาลสนับสนุนวงเงินเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน โดยกำหนดให้ใช้จ่ายภายในแต่ละเดือน หากใช้ไม่หมดจะไม่มีการทบยอด


ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 และใช้จ่ายได้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ในช่วงเวลา 06.00 – 23.00 น.


สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ ต้องลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. โดยเปิดรับสิทธิจำนวนจำกัด 30 ล้านคน และอาจปิดรับก่อนกำหนดหากสิทธิเต็ม


การใช้งานยังคงใช้ระบบ G-Wallet ผ่านแอป “เป๋าตัง” เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา


ขณะที่กลุ่ม Food Delivery Platform ยังสามารถใช้สิทธิได้เช่นเดิม โดยเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ในช่วงเวลา 06.00 – 21.00 น.



 ใครมีสิทธิลงทะเบียนบ้าง?


รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ดังนี้


* เป็นบุคคลสัญชาติไทย

* อายุ 18 ปีขึ้นไป

* มีบัตรประชาชน

* ไม่เคยถูกระงับสิทธิจากโครงการคนละครึ่งในอดีต

* ไม่ใช่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามข้อมูลกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569


สาเหตุที่แยกกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐออกไป เพราะรัฐบาลต้องการกระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบาง และประชาชนทั่วไปที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูง


ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการดังกล่าว ผ่านงบประมาณจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569


เปิดรับร้านค้าร่วมโครงการ เน้นเศรษฐกิจฐานราก


อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของโครงการ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ


รัฐบาลแบ่งการสมัครร้านค้าออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่


1. ร้านค้าเดิม


ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถกดยืนยันสิทธิและยอมรับเงื่อนไขผ่านแอป “ถุงเงิน” ได้ทันที ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569


2. ร้านค้าใหม่


ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569


ส่วนการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเปิดให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569


ประเภทร้านค้าที่เข้าร่วมได้ ได้แก่


* ร้านอาหาร

* ร้านเครื่องดื่ม

* ร้านค้าทั่วไป

* บริการขนส่งสาธารณะ

* รถโดยสารประจำทาง

* ตลาดสด

* ร้านโอทอป


อย่างไรก็ตาม รอบนี้ไม่รวมกลุ่มร้านนวด ร้านสปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม

ดันร้านค้ารายย่อยใช้ AI ผ่านแอป “ถุงเงิน”


อีกจุดที่น่าสนใจของ “ไทยช่วยไทย พลัส” คือ การยกระดับร้านค้ารายย่อยด้วยเทคโนโลยี AI ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”


กระทรวงการคลังระบุว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล และการบริหารธุรกิจผ่านระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ เช่น


* วิเคราะห์ยอดขาย

* วิเคราะห์ต้นทุน

* บริหารสต็อกสินค้า

* วางแผนสภาพคล่องทางการเงิน


รวมถึงช่วยสร้างข้อมูลรายรับรายจ่าย เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในอนาคต


รัฐบาลมองว่า มาตรการนี้ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลระดับชุมชน และช่วยให้ร้านค้ารายย่อยสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้มากขึ้น


 ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย


“ไทยช่วยไทย พลัส” จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในมาตรการเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของปี 2569 เพราะครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน ทั้งกลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป


ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน รัฐบาลหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยประคองกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก


จากนี้ต้องจับตาดูว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด และประชาชนจะตอบรับมาตรการนี้คึกคักแค่ไหน ท่ามกลางคำถามมากมายถึงความคุ้มค่าของเม็ดเงิน และการกระจายรายได้สู่ร้านค้าที่ยังไม่ครอบคลุมทั้งระบบอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่ม Modern trade และกลุ่มธุรกิจที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกตัดสิทธิ เนื่องจากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง