“อากาศสะอาด” ไม่ใช่อภิสิทธิ์ “โบโกตา” ปักธงลุยมลพิษ เริ่มจากย่านยากจนที่สุดของเมือง

ทุกวันอาทิตย์ ถนนหลายสายทั่วกรุงโบโกตา เมืองหลวงของโคลอมเบีย จะถูกปิดไม่ให้รถยนต์สัญจร และแปลงสภาพเป็นสวนสาธารณะชั่วคราว ผู้คนออกมาใช้พื้นที่อย่างมีชีวิตชีวา ทั้งนักโรลเลอร์เบลด นักปั่นจักรยาน ไปจนถึงเด็กเล็กที่หัดปั่นจักรยานครั้งแรก ภาพเหล่านี้คือสัญลักษณ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดของแผนหลายมิติในการฟื้นฟูคุณภาพอากาศของเมือง
ย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 21 “โบโกตา” เคยเป็นหนึ่งในเมืองที่มีมลพิษทางอากาศรุนแรงที่สุดในลาตินอเมริกา ระดับค่าฝุ่น อยู่ในเกณฑ์อันตรายสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกถึง 7 เท่า แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เมืองที่มีประชากรราว 8 ล้านคนแห่งนี้เริ่มพลิกสถานการณ์ โดยสามารถลดมลพิษทางอากาศลงได้ร้อยละ 24 ระหว่างปี พ.ศ. 2561–2567
หนึ่งในกุญแจสำคัญคือการส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยโบโกตามีเลนจักรยานยาวรวมกว่า 350 ไมล์ นับเป็นเครือข่ายเลนจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา เมืองยังนำรถโดยสารไฟฟ้าเข้ามาให้บริการแล้วกว่า 1,400 คัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบรถบัสพลังงานสะอาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีโครงการกระเช้าลอยฟ้า 3 สาย (อีก 2 สายอยู่ระหว่างก่อสร้าง) เพื่อเชื่อมต่อชุมชนบนภูเขากับใจกลางเมือง
องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารเมืองมองว่า โบโกตาเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนา ไม่เพียงในด้านการลดมลพิษและรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังรวมถึงการคิดใหม่เรื่องการออกแบบเมือง “โบโกตาคือหลักฐานชัดเจนว่า เมืองสามารถลดมลพิษ สู้กับวิกฤตภูมิอากาศ และมอบอนาคตที่ดีต่อสุขภาพให้ประชาชนได้” ไจเม รูเอดา ตัวแทนโครงการ Breathe Cities ในโบโกตากล่าว
สิ่งที่ทำให้โบโกตาแตกต่าง คือการเริ่มต้นเขตอากาศสะอาด หรือ Zumas (Zonas Urbanas por un Mejor Aire) ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ไม่ใช่ย่านคนมีฐานะ เขตแรกถูกตั้งขึ้นที่ย่านโบซา ทางตอนใต้ของเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนที่ยากจนที่สุด มีประชากรกว่า 700,000 คน และเป็นเส้นทางหลักของรถบรรทุกเข้าสู่ใจกลางเมือง
ฝุ่น PM2.5 ในโบโกตาทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,500 คนต่อปี โดยในพื้นที่ทางใต้ระดับฝุ่นสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกมากกว่า 3 เท่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจอยู่ที่ 8.7–17.3 คนต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งเมืองอย่างชัดเจน
ด้าน “อาเดรียนา โซโต” รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของกรุงโบโกตา ระบุว่า ปัญหาหลักมาจากถนนที่ไม่ได้ลาดยาง การขาดพื้นที่สีเขียว และการขนส่งสินค้าที่ปล่อยมลพิษสูง “นี่คือพื้นที่ที่มลพิษส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนรุนแรงที่สุด และเป็นจุดที่คร่าชีวิตผู้คนจริงๆ” เธอกล่าว
มาตรการในเขต Zuma ไม่ได้จำกัดแค่การควบคุมยานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนผังเมืองขนาดใหญ่ โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง มีโครงการเปลี่ยนแปลง 39 รายการ ตั้งแต่การลาดยางถนนใหม่ เปลี่ยนเส้นทางรถบรรทุก สร้างสวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้ และแนวป่าเมืองเพื่อป้องกันฝุ่นและไอเสียจากทางหลวงใกล้เคียง
ปัจจุบัน ย่านโบซามีพื้นที่สีเขียวเพียง 5 ตารางเมตรต่อคน ถือว่ายังค่อนข้างน้อย แต่โครงการอากาศสะอาดกำลังจุดประกายการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอื่นๆ ด้าน “เจน เบอร์สตัน” ประธานกองทุน Clean Air Fund ระบุว่า ความคืบหน้าเหล่านี้ทำให้ชุมชนอื่นเริ่มเรียกร้องเขตอากาศสะอาดเช่นกัน
สำนักงานนายกเทศมนตรีโบโกตาเปิดเผยว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 เมืองมีแผนปลูกต้นไม้ 1,500 ต้น สร้างสวนมากกว่า 2,700 แห่ง สวนชุมชน 362 แห่ง และป่าเมืองอีก 3 แห่ง รวมถึงเปลี่ยนสะพานและโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินที่กำลังก่อสร้างให้เป็น “สวนแนวตั้ง”
“คาร์ลอส เฟร์นานโด กาลัน” นายกเทศมนตรีกรุงโบโกตา กล่าวย้ำว่า “อากาศสะอาดไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ของใคร เขต Zuma คือการนำการปกป้องสิ่งแวดล้อมไปสู่ชุมชนที่แบกรับภาระหนักมานาน และพิสูจน์ว่าเมืองสามารถปกป้องสุขภาพประชาชนได้ ด้วยถนนที่เขียวขึ้นและน่าอยู่ขึ้น สำหรับคนที่ต้องการมันมากที่สุด”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
