รีเซต

"รอดจากไฟไหม้" แต่สมองยังติดอยู่ในกองเพลิง เจาะลึกบาดแผลในใจที่มองไม่เห็นหลังผ่านวิกฤต

"รอดจากไฟไหม้" แต่สมองยังติดอยู่ในกองเพลิง เจาะลึกบาดแผลในใจที่มองไม่เห็นหลังผ่านวิกฤต
TNN ช่อง16
14 กรกฎาคม 2569 ( 00:39 )
11

เหตุการณ์เพลิงไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าวครั้งล่าสุด นอกจากจะพรากชีวิตผู้คนและทิ้งความสูญเสียไว้เบื้องหลังแล้ว ยังทำให้เราเห็นอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “สภาพจิตใจของผู้รอดชีวิต” เพราะแม้ร่างกายจะปลอดภัยออกมาได้ แต่สมองและหัวใจอาจยังติดอยู่ในกองเพลิงของคืนนั้นอยู่ก็ได้


และระหว่างที่หมอดูการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตในรายการโหนกระแส เราจะสังเกตเห็นบางช่วงที่คุณไอซ์ นักร้องนำของวงที่แสดงในคืนเกิดเหตุ มีแววตาที่เศร้าลึกกว่าคำพูด มีช่วงหายใจเร็วขึ้น และเหมือนต้องใช้พลังในการเล่าเรื่องทุกประโยค ซึ่งอาการลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และไม่ได้แปลว่าเขาอ่อนแอ แต่เป็นปฏิกิริยาปกติของสมองที่กำลังพยายามประมวลผลสิ่งผิดปกติที่เพิ่งเกิดขึ้น


หลายคนคิดว่าความช่วยเหลือสิ้นสุดเมื่อรถพยาบาลพาผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่ แต่ในความเป็นจริง งานของสุขภาพจิตเพิ่งเริ่มต้นครับ  เพราะหลังเหตุการณ์รุนแรง คนจำนวนมากอาจมีอาการ

-ตกใจง่าย  ฝันร้าย 

- มีภาพเหตุการณ์ย้อนกลับเข้ามาในหัว 

- หายใจเร็ว  ใจสั่น  

- รู้สึกผิดที่ตัวเองรอด ทั้งที่คนอื่นเสียชีวิต 

- ไม่รู้สึกอะไรเลยเหมือนอารมณ์ถูกตัดขาด

 ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงหลายวันหรือหลายสัปดาห์แรก และยังถือว่าเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ตามธรรมชาติของสมอง


ในทางจิตเวช เรามักเฝ้าระวัง *ภาวะ Acute Stress Reaction* หรือ “ปฏิกิริยาเครียดเฉียบพลันในช่วงแรก” และหากอาการเหล่านี้ยังคงอยู่เกินประมาณ 1 เดือน จึงเริ่มพิจารณาความเป็นไปได้ของโรค PTSD ( Post-Traumatic Stress Disorder : โรคบาดแผลทางใจที่เกิดหลังเผชิญเหตุร้ายแรง)  ซึ่งงานวิจัยพบว่า หลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง ประมาณ 5-20% ของผู้ประสบเหตุอาจพัฒนาไปเป็น PTSD ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์ การสูญเสียที่เกิดขึ้น และการได้รับการช่วยเหลือทางจิตใจตั้งแต่ระยะแรก


กรมสุขภาพจิตเองก็มีแนวทางการปฐมพยาบาลทางใจ หรือ Psychological First Aid (PFA) ที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยมีหลักการสำคัญคือ “มองหา รับฟัง และเชื่อมโยง” กล่าวคือ

1. เริ่มจากสังเกตว่าผู้ประสบเหตุมีความต้องการเร่งด่วนอะไรบ้าง ทั้งทางกายและใจ 

2.จากนั้นรับฟังโดยไม่เร่ง ไม่ตัดสิน ไม่บังคับให้เล่าทุกรายละเอียด 

3.และสุดท้ายเชื่อมโยงเขาเข้าสู่ครอบครัว คนใกล้ชิด หรือระบบบริการที่จำเป็น 


ถ้าคนที่คุณรักเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในวันแรก อาจไม่ใช่คำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คือความรู้สึกว่า “ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว” เพราะเมื่อร่างกายหนีออกมาจากกองเพลิงได้แล้ว งานต่อไปคือการช่วยให้หัวใจของเขาค่อยๆเดินออกมาจากเหตุการณ์นั้นเช่นเดียวกัน


ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา https://www.facebook.com/D2JED


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง