รีเซต

ผลสอบเบื้องต้นชี้สหรัฐฯ ระบุตำแหน่งผิดพลาด โจมตีโรงเรียนที่เคยเป็นฐานทัพมาก่อน

ผลสอบเบื้องต้นชี้สหรัฐฯ ระบุตำแหน่งผิดพลาด โจมตีโรงเรียนที่เคยเป็นฐานทัพมาก่อน
TNN ช่อง16
12 มีนาคม 2569 ( 13:43 )
1

เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า ผลการสอบสวนทางทหารเบื้องต้นที่กำลังดำเนินอยู่พบว่าสหรัฐฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อกรณีการโจมตีด้วย “ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก” ใส่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในอิหร่าน นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในโรงเรียนประถมแห่งนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน

ผลสอบสวนชี้ว่า ความผิดพลาดจากการโจมตีของสหรัฐฯ เป็นเพราะอาคารของโรงเรียนประถม แห่งนี้แต่เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งในฐานทัพของอิหร่าน แต่ในปัจจุบัน ฐานทัพดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นที่ตั้งของโรงเรียนจึงทำให้เกิดความผิดพลาดในการกำหนดเป้าหมายของกองทัพสหรัฐฯ ที่อาจสับสนในข้อมูล ผลสอบสวนเบื้องต้นยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ของ CENTCOM ได้สร้างพิกัดเป้าหมายก่อนการโจมตีจากชุดข้อมูลเก่าที่จัดทำโดย Defense Intelligence Agency หรือ DIA ซึ่งแม้ว่าเจ้าหน้าที่ระบุว่าผลการสอบสวนยังเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น แต่ยังคงมีคำถามสำคัญว่าเหตุใดข้อมูลเก่าจึงไม่ได้รับการตรวจสอบซ้ำก่อนยืนยันเป็นเป้าหมายในการโจมตี

การโจมตีโรงเรียนดังกล่าวซึ่งมีเด็กอยู่จำนวนมากครั้งนี้ ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในความผิดพลาดทางทหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษของกองทัพสหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านเปิดเผยว่าจากการโจมตีทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 175 คน แม้ว่าหลายฝ่ายคาดไว้อยู่แล้วว่าสหรัฐฯ อาจเป็นผู้โจมตีเพราะเป็นประเทศเดียวในความขัดแย้งนี้ที่เป็นเจ้าของยุทโธปกรณ์อย่างขีปนาวุธโทมาฮอว์ก หลังจากมีภาพถ่ายและคลิปวิดีโอหลาย ๆ มุมถูกเผยแพร่ออกมา แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้สร้างแรงกดดันต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน

ในขณะที่ ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เขายังคงพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ที่เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่าเขายังทำให้การสอบสวนซับซ้อนขึ้นด้วย ทรัมป์เคยกล่าวว่าจากการโจมตีที่โรงเรียนแห่งนี้ “เป็นฝีมือของอิหร่าน”ทั้งที่หลักฐานจำนวนมากบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ เป็นผู้โจมตี เช่นเดียวกับท่าทีทางฝั่งแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวที่ออกมากล่าวเพียงว่าการสอบสวนยังคงดำเนินอยู่

จากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมของ เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ยังพบว่า โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับฐานทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ในเมืองมินาบ นอกจากนี้ยังตั้งอยู่บนถนนเดียวกับอาคารของกองทัพเรือของ IRGC ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการโจมตีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ด้วย โดย เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส เผยว่าภาพถ่ายดาวเทียมระหว่าง ปี 2013–2016 แสดงให้เห็นภาพของอาคารแห่งนี้ที่ถูกโจมตีในช่วงปีดังกล่าวเริ่มมีการกั้นรั้วเพื่อแยกกับส่วนที่เป็นฐานทัพออก และอาคารหลังนี้ก็ถูกปรับปรุงและไม่ใช่พื้นที่ของฐานทัพอีกต่อไปเพราะในปัจจุบันโรงเรียนมีการทาสีเป็นสีฟ้าและชมพูสดใสเพื่อย้ำภาพของการเป็นโรงเรียนให้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทาสีอาคารโรงเรียนให้จำแนกได้ชัด แต่ข้อมูลการกำหนดเป้าหมายของ DIA ยังคงระบุอาคารนี้เป็นเป้าหมายทางทหาร เมื่อส่งต่อให้ CENTCOM ตามขั้นตอนปกติ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองควรใช้ข้อมูลจากสำนักงานข่าวกรองภูมิศาสตร์แห่งสหรัฐฯ หรือ NGA ((National Geospatial-Intelligence Agenc) เพื่ออัปเดตและยืนยันข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม แต่ในช่วงเริ่มต้นสงครามที่สถานการณ์เคลื่อนไหวรวดเร็ว บางครั้งข้อมูลไม่ได้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด จนนำมาสู่โศกนาฏกรรมในครั้งนี้

ผู้สอบสวนยังตรวจสอบว่าเทคโนโลยีหรือระบบ AI มีส่วนทำให้เกิดความผิดพลาดหรือไม่ โดยหนึ่งในระบบที่ถูกกล่าวถึงคือ Maven Smart System ของหน่วย NGA ซึ่งใช้ข้อมูลและแบบจำลอง AI เพื่อช่วยระบุพิกัดทางทหาร โดยมีโมเดลอย่าง Claude ของบริษัท Anthropic ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์วิเคราะห์บางส่วน แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าความผิดพลาดครั้งนี้ไม่น่าจะเกิดจากเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นความผิดพลาดของ “มนุษย์” ในการทำสงครามครั้งนี้

ทั้งนี้ ความผิดพลาดจากข้อมูลเก่านี้ทำให้หลายฝ่ายนึกถึงเหตุการณ์ใน “สงครามคอซอวอ” (Kosovo War) ในปี 1999 แผนที่เก่าทำให้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หรือ CIA ส่งข้อมูลเป้าหมายผิดพลาด จนทำให้เกิดการโจมตีทางอากาศใส่ สถานทูตจีนในกรุงเบลเกรด ทำให้ชาวจีนเสียชีวิต 3 คน และเป็นเหตุให้ผู้อำนวยการ CIA ในเวลานั้นกล่าวต่อสภาคองเกรสว่า การดูแลฐานข้อมูลข่าวกรองถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของงานข่าวกรอง แต่ในช่วงหลังพวกเขากลับมีปัญหาเพราะบุคลากรในหน่วย CIA “ไม่เพียงพอ”

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง