"เอกนิติ" ยกไทย สะพานเศรษฐกิจ ผสานโครงสร้างดิจิทัลภูมิภาคเชื่อมโลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในวงเสวนาหัวข้อ Building Resilience in a Fragmented World ในระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน จากยุคที่ประเทศและธุรกิจให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและต้นทุนเป็นหลัก มาสู่ยุคที่ต้องคำนึงถึงความมั่นคง และการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และกำแพงการค้าที่เพิ่มขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลผ่านมายัง 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน โดยไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป โดยในส่วนของการค้านั้น เมื่อต้องเผชิญกับการถูกตั้งกำแพง หรือมีข้อจำกัดทางการค้า ก็ย่อมต้องหาทางออกไปยังตลาดอื่นทดแทน เช่น การนำเข้าพลังงาน ที่ไทยต้องพึ่งพาตะวันออกกลางถึง 50% ซึ่งเมื่อปัญหาเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง ไทยก็หันไปพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากฝั่งแอฟริกาตะวันตก และลาตินอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่าแม้ข้อจำกัดทางการค้า อาจทำให้เส้นทางเปลี่ยนไป แต่ประเทศที่ปรับตัวได้ยังมีโอกาสรักษาความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ
เปรียบเหมือนกับน้ำที่เมื่อไหลชนกำแพง ก็ย่อมจะไหลเบี่ยงไปยังเส้นทางอื่น การค้าเมื่อเจอกำแพง ก็ต้องสร้างสะพานเพื่อก้าวข้ามไป รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ
ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ในช่วง 78 เดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งความแตกต่างนี้ สะท้อนความสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และวินัยทางการคลัง เพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด ท่ามกลางภาวะการเงินโลกที่ผันผวน
ส่วนด้านการลงทุน ประเทศไทยมีโอกาสรับประโยชน์จากการที่นักลงทุนกระจายฐานการผลิตและเงินทุนไปยังหลายประเทศ โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 47% อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้เป็นเม็ดเงินลงทุนจริง ผ่านการลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า ผลที่ได้รับจากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก จะขึ้นอยู่กับขนาดของแต่ละประเทศด้วย โดยกลุ่มที่อยู่ K-Shape ขาบนที่ได้รับประโยชน์มาก มักเป็นประเทศหรือธุรกิจรายใหญ่ ขณะกลุ่มที่อยู่ K-Shape ขาล่างที่ได้รับประโยชน์น้อย และโดนผลกระทบหนักกว่า มักเป็นประเทศขนาดเล็ก หรือธุรกิจเอสเอ็มอี
ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องวางบทบาทเป็น Trusted Connector หรือเป็นประเทศที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ เพื่อเชื่อมประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่อยู่ใน K-shape ขาบน กับประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กที่อยู่ใน K-shape ขาล่าง ภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาสากล พร้อมใช้ความแตกต่างของประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นจุดแข็งในการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกจะยั่งยืนได้นั้น ต้องสร้างความไว้วางใจภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ประชาชน และภาคธุรกิจในประเทศของไทยเอง ได้รับประโยชน์จากเงินทุนต่างชาติอย่างทั่วถึง โดยนายเอกนิติ ระบุว่า การส่งออกของไทยในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ช่วงครึ่งแรกของปีนี้เติบโต 40% แต่การเติบโตดังกล่าวต้องต่อยอดไปสู่การพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่
ดังนั้น รัฐบาลจึงเดินหน้าโครงการ Skill Bridge เชื่อมความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจหรือนักลงทุนกับสถาบันการศึกษา พร้อมกำหนดเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนให้ผู้ลงทุนรายใหม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมพัฒนาทักษะคนไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
