รีเซต

หนี้โลกพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ “หัวใจวาย”

หนี้โลกพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ “หัวใจวาย”
TNN ช่อง16
2 มีนาคม 2569 ( 11:32 )

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เผยแพร่รายงาน Global Debt Monitor ฉบับล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ ระบุว่า นับถึงไตรมาส 4 ปี 2568 หนี้ทั่วโลกเร่งตัวขึ้นรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด โดยยอดหนี้ทั่วโลกที่ประกอบด้วยหนี้ภาครัฐ ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 348.3 ล้านล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นหนี้ในตลาดพัฒนาแล้ว 231.7 ล้านล้านดอลลาร์ และตลาดเกิดใหม่อยู่ที่ 116.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 28.8 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับ 319.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในจำนวนหนี้ที่เพิ่มขึ้นราว 2 ใน 3 มาจากประเทศพัฒนาแล้วที่ใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง 


เมื่อพิจารณาในแง่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP กลับลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยล่าสุดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 308 ของ GDP อย่างไรก็ตาม ในตลาดเกิดใหม่ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แตะที่ 117 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 ส่งผลให้หนี้ต่อ GDP ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่าร้อยละ 235 ของ GDP ขณะที่ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงมาจากหนี้ภาคเอกชนที่ชะลอตัว สัดส่วนหนี้ภาคเอกชนต่อ GDP ในปัจจุบันต่ำกว่าระดับสูงสุดก่อนวิกฤตโควิด สวนทางกับหนี้ภาครัฐที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


เมื่อแยกตามประเภทของหนี้ ณ ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว พบว่า การก่อหนี้ของภาครัฐหรือหนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นมากสุดที่ 10.4 ล้านล้านดอลลาร์ จากหนี้ที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด 28.7 ล้านล้านดอลลาร์ โดยในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วแตะที่ 106.7 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 96.3 ล้านล้านดอลลาร์ หนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นนำโดยจีน สหรัฐฯ และยูโรโซน ที่มีสัดส่วนรวมกันเกือบ 3 ใน 4 ของทั้งหมด สำหรับในยุโรป หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นกระจุกตัวอยู่ในฝรั่งเศสและอิตาลี ตามด้วยเยอรมนี นอกเหนือจากจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนี้สาธารณะในตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นชัดเจนในบราซิล เม็กซิโก และรัสเซีย


ส่วนหนี้ภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 8.7 ล้านล้านดอลลาร์ อยู่ที่ 100.6 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว จาก 91.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ตามด้วยหนี้ของสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 5 ล้านล้านดอลลาร์ อยู่ที่ 76.4 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 71.4 ล้านล้านดอลลาร์ และหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นน้อยสุดที่ 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ อยู่ที่ 64.6 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 60 ล้านล้านดอลลาร์


รายงานประเมินว่า หนี้ทั่วโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไป ท่ามกลางความต้องการกู้ยืมของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น และอินเดีย นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การก่อหนี้ยังได้แรงหนุนจากเงื่อนไขการระดมทุนที่ผ่อนคลายความเข้มงวด ซึ่งช่วยสนับสนุนการกู้ยืมของภาคส่วนต่าง ๆ และนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากความเสี่ยง ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเริ่มฟื้นตัวเมื่อปีที่แล้ว การฟื้นตัวดังกล่าวเกิดขึ้นชัดเจนในตลาดพัฒนาแล้ว เงื่อนไขการระดมทุนและกฎระเบียบที่ผ่อนคลายลงมีส่วนสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ

การที่รัฐบาลต่าง ๆ ใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมีส่วนหนุนการระดมทุนที่มีความจำเป็นในด้านต่าง ๆ ทั้งการใช้จ่ายด้านกลาโหม รวมถึงการใช้จ่ายในการลงทุนที่ทันสมัยอย่างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งคาดว่าการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ของบริษัทสหรัฐฯ ด้าน AI จะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหนี้ทั่วโลก 


อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโต ทำให้เกิดคำถามว่าทั้งมาตรการกระตุ้นทางการคลัง การเงิน และกฎระเบียบ ควบคู่ไปกับการกู้ยืมภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน อาจทำให้เศรษฐกิจบางส่วนอยู่ในภาวะร้อนแรงเกินไป (overheating) และทำให้มูลค่าสูงเกินจริงในบางอุตสาหกรรม อย่างกรณีของอุตสาหกรรม AI ที่ต้องการเม็ดเงินลงทุนมหาศาล บรรดาบิ๊กเทคต่างก็ประกาศลงทุนรวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ แต่การลงทุนดังกล่าวยังไม่สร้างกำไรและกลายเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจ แต่การเป็นบริษัทขนาดใหญ่จึงอาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบเศรษฐกิจโดยรวม


น่าสังเกตว่า ตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐฯ ยังคงรักษาสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนยังสนใจลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงตลาดหุ้นและหุ้นกู้บริษัทอเมริกัน ถึงแม้จะมีความกังวลเรื่องดุลการคลัง (fiscal balance) รวมถึงแนวโน้มในการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ประเมินว่า หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ น่าจะแตะระดับร้อยละ 120 ของ GDP ภายในปี 2579 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่มาตรการภาษีศุลกากรไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะพลิกกลับแนวโน้มหนี้ขาขึ้น และยังทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภค เนื่องจากภาระภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้บริโภคและบริษัทในสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในปลายปีนี้


ด้านตลาดตราสารหนี้ยุโรปก็สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่มีสภาพคล่องสูงและความต้องการความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การกู้ยืมในตลาดเพิ่มขึ้นทั้งการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนที่อยู่ในระดับลงทุนและให้ผลตอบแทนสูง โดยนโยบายที่มุ่งเน้นความสามารถในการรองรับแรงกระแทกครอบคลุมด้านความมั่นคงทางทหาร ผลิตภาพ และการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ มีส่วนหนุนการขยายตัวของตลาดตราสารหนี้ในยูโรโซน ถึงแม้อาจส่งผลต่อรายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่งบดุลของภูมิภาคนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อทศวรรษก่อน ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในขณะนี้ต่ำกว่าปี 2558 ประมาณร้อยละ 10 


แต่แผนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและความมั่นคงของสหภาพยุโรป (EU) เป็นร้อยละ 5 ของ GDP ภายในปี 2578 ตามแรงกดดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ อาจทำให้สัดส่วนหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 18 ต่อ GDP เว้นแต่ว่าการระดมทุนภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาต่าง ๆ จะเร่งตัวขึ้น

การใช้จ่ายด้านกลาโหมของยุโรปก็เพิ่มขึ้นทำสถิติอยู่แล้ว ข้อมูลจากสถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษาด้านยุทธศาสตร์ (International Institute for Strategic Studies-IISS) หน่วยงานคลังสมองในอังกฤษ ระบุว่า ในปี 2568 ยุโรปจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหมเกือบ 5.63 แสนล้านดอลลาร์  ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้าเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ ในปัจจุบันการใช้จ่ายด้านกลาโหมของยุโรปคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 21 ของทั้งโลก เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17 ในปี 2565 และจากแผนงบประมาณล่าสุดคาดว่ายุโรปจะยังใช้จ่ายด้านกลาโหมเพิ่มขึ้นในปี 2569 นับเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 12 ในแง่มูลค่าที่แท้จริง หลังจากยุโรปเพิ่มงบด้านกลาโหมมาตั้งแต่ปี 2557 เมื่อรัสเซียผนวกดินแดนไครเมียของยูเครน


“คริสตาลินา จอร์เจียวา” ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนระหว่างการประชุม “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม” (WEF) ที่เมืองดาวอส ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่คาดจะอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ในปีนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอ ในขณะที่หนี้สินที่แบกอยู่ใกล้แตะระดับร้อยละ 100 ของ GDP ถือเป็นภาระที่หนักมาก และจากข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่อยู่กว่าร้อยละ 110 ของ GDP ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 72 ในปี 2550 ซึ่งหนี้ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ในเวลาไม่ถึง 20 ปี ถือเป็นการเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงมาก


“เอล ปาอิส” สื่อของสเปน ระบุในบทความเรื่อง “หนี้สาธารณะ: ระเบิดเวลาที่รอจุดชนวน ?” เมื่อต้นเดือนว่า รัฐบาลทั่วโลกไม่สามารถรักษาสมดุลของงบประมาณได้ โดยเมื่อปีที่แล้ว สำนักงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (CBO) ประเมินว่า สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณถึงร้อยละ 6.2 ของ GDP ซึ่งนับรวมทั้งดุลการคลังขั้นต้น (Primary Balance) ที่เป็นส่วนต่างระหว่างรายได้ที่จัดเก็บได้กับรายจ่ายของรัฐบาล และภาระดอกเบี้ย และปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 5.5 เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์อาจประกาศแผนลดภาษีในประเทศ ซึ่ง IMF ได้ออกคำเตือนหลายครั้งเกี่ยวกับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิน 36 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว และกำลังแตะระดับร้อยละ 123 ของ GDP


ในยุโรป รัฐสภาเยอรมนีอนุมัติงบประมาณเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งน่าจะเป็นการกู้ยืมที่สูงเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ จากรายจ่ายทั้งหมด 5.25 แสนล้านยูโร จะเป็นการกู้ยืมเกือบ 1 แสนล้านยูโร ด้านฝรั่งเศสก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงมาก ท่ามกลางวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ โดยการขาดดุลงบประมาณในปีที่แล้วอยู่ที่ร้อยละ 5.4 ของ GDP หลังจากพุ่งแตะร้อยละ 5.8 ในปี 2567 นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณเตือนในอังกฤษ หลังบันทึกยอดขาดดุลงบประมาณร้อยละ 5.75 ในปี 2567 และหนี้สินก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีที่แล้ว 


“เรย์ ดาลิโอ” นักลงทุนชื่อดังก็ส่งเสียงเตือนเรื่องนี้ โดยเปรียบเทียบหนี้สินกับระบบไหลเวียนเลือดของร่างกายมนุษย์ไว้ในหนังสือเล่มใหม่ชื่อ How Countries Go Broke: The Big Cycle หรือ “ประเทศล่มสลายได้อย่างไร: วัฏจักรรอบใหญ่” ที่วางขายในปีที่แล้ว “ดาลิโอ” เชื่อว่า สหรัฐฯ และเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอื่น ๆ กำลังมุ่งหน้าไปสู่ภาวะที่เรียกว่า “ภาวะหัวใจวายทางเศรษฐกิจ” (economic heart attack) เพราะหากหนี้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจมากพอสำหรับการจ่ายเงินต้นและภาระดอกเบี้ย แต่หากรายได้นั้นไม่มากพอ ก็จะทำให้ภาระการจ่ายหนี้และดอกเบี้ยสะสมเหมือนคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดแดง ในที่สุดก็จะกระทบต่อการใช้จ่าย และในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจก่อให้เกิดวิกฤตตามมา 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง